หรงจือจือถามว่า “ตั้งแต่แรก สมุหใหญ่ก็รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าหรงอี้ไม่ใช่สายลับ?”
คิ้วของเซินเฮ่อกระตุกวูบ
เขายกมือขึ้นลูบจมูกทันที นี่...แม่เรือนในอนาคตฉลาดเกินไปจะทำอย่างไรดี? ก่อนมาที่นี่ เขาไม่ได้ปรึกษาสมุหใหญ่มาก่อนด้วยซ้ำว่าจะบอกความจริงกับหรงจือจือได้หรือไม่
เห็นเขาลังเลเช่นนั้น หรงจือจือก็ยิ้ม “ข้าเข้าใจแล้ว!”
หากนางเดาผิด เซินเฮ่อคงปฏิเสธตรงๆ ไปแล้ว ไม่ใช่เงียบงันไม่เอ่ยวาจา ทั้งยังทำท่าลังเลเช่นนี้
หรงจือจือฉลาดถึงเพียงนี้ เพียงเขาไม่ตอบอยู่ครู่เดียว นางก็เดาผลลัพธ์ออกแล้ว
เซินเฮ่อไม่ปิดบังนางอีก ถอนหายใจแล้วกล่าวตามตรงว่า “คนที่สะกดรอยตามสมุหใหญ่ หลังถูกจับกุมก็สารภาพแล้วว่า หลินหลางจ้างเขา เพราะมีสตรีนางหนึ่งชื่นชอบสมุหใหญ่”
“หากไม่ได้ถามให้ชัดก่อนว่าจ้างให้สะกดรอยตามด้วยเหตุใด งานเช่นนี้เขาก็คงไม่กล้ารับหรอกขอรับ”
“สมุหใหญ่จึงเข้าใจแล้วว่า สตรีในจวนของเซี่ยนจู่ไม่รู้จักอยู่ในโอวาท”
“สมุหใหญ่จึงเรียกอวี้เหวินจ้านมาให้จับสายลับ เพื่อให้เซี่ยนจู่ได้เห็นธาตุแท้ของธิดาฝ่ายสกุลในตระกูลผู้นี้ จะได้ไม่ถูกนางวางแผนเล่นงาน”
“อีกอย่าง เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูไท่ฟู่ ท่านย่อมไม่พอใจแน่ บางทีอาจขับไล่พวกนางทั้งครอบครัวออกจากจวน จะได้ไม่ต้องให้พวกนางก่อเรื่องมาทำให้เซี่ยนจู่รำคาญอีก”
ตั้งแต่ตอนที่เซินเฮ่อตำหนิหรงอี้ หรงจือจือก็สงสัยแล้วว่าเรื่องจับสายลับที่ว่านั้นเป็นแผนของเสิ่นเยี่ยนซูทั้งสิ้น
หากเสิ่นเยี่ยนซูไม่ได้ล่วงรู้ความคิดของหรงอี้มาก่อน ก็คงไม่ให้เซินเฮ่อเอาคำพูดเช่นนั้นมาบอก
ยามนี้เมื่อได้รับการยืนยันแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นไร
