หรงจือจือใฝ่ใจต่อหรงเชื่อเจ๋อผู้เป็นน้องชายสักเพียงใด หรงเจียวเจียวย่อมล่วงรู้อยู่แก่ใจทั้งนั้น
สมัยยังเยาว์วัย พี่ชายคนรองอย่างเขาเป็นผู้เดียวในเรือนนอกจากคุณย่าที่ยินดีคลุกคลีใกล้ชิดกับหรงจือจือ หรงจือจือจึงหวงแหนน้องชายผู้นี้ยิ่งนัก
เมื่อเห็นหรงเชื่อเจ๋อกล่าวไว้เช่นนั้น หรงเจียวเจียวจึงรู้แก่ใจว่าคราวนี้เป็นท่องแน่ สิบส่วนได้ทั้งสิบส่วน
……
ครั้นรุ่งขึ้นยามเที่ยง
หรงจือจือเห็นจาวซีก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าประหลาดใจ จึงเอ่ยบอกว่า “คุณหนู ข้างนอกมีพวกผู้เล่าเรื่องนับหลายคน ลงมือเล่นคำพูดเรื่องของคุณหนูกับสกุลฉีจนพล่ามวนประสาท…”
“ทั้งที่แท้จริงสกุลฉีตอบแทนคุณหนูด้วยความทรยศ แต่ปลายทางกลับเล่าให้เป็นว่าคุณหนูเป็นฝ่ายผิดกับเขาเสียนั่น”
“หม่อมหล้างงเหลือเกิน เมื่อก่อนชาวโลกล้วนด่าว่าสกุลฉีชอบธรรม หามิได้ทราบเลยว่าเหตุใดบัดนี้จึงหันมาด่าคุณหนูเสียแล้ว”
หรงจือจือกล่าวเรียบ ๆ ว่า “เป็นเพราะหางฉันในกาลก่อนยอมรับมือทุกข์รับสุขอยู่ในอยู่ ชอบด้วยภาพจำในใจของชาวโลกที่ว่าหญิงถูกเหยียบย่ำเป็นสามีภรรยาที่น่าสมเพช ชาวเขาจึงไม่เสียดายที่จะประทานความเห็นอกเห็นใจให้บ้างเล็กน้อย”
“แต่บัดนี้หางฉันสำเร็จหย่าขาดเสียแล้ว หางฉันได้ให้เขาเหล่านั้นเห็นว่า เมื่อหญิงหญิงได้รับความอัปยศและไม่เป็นธรรม ชั่วชีวิตอาจสู้รบเรียกร้องได้ ใจของพวกเขาย่อมเกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที”
“เพราะหางฉันไยไม่ใช่หญิงไร้เรี่ยวแกร่งอ่อนแอที่ไร้ผู้ข่มเหต่อใดได้อีกต่อไป ไม่ใช่ตัวน่าสมเพชที่มัวรอแต่คำปลอบประโลมอย่างไพร่เหล่าเขาซึ่งประทานความเมตตาลงมาจากที่สูง”
“ชาวเขาจะเริ่มรู้สึกว่าหางฉันประพฤติทลายธรรมเนียม ให้เป็นแบบอย่างชั่วแก่หญิงหญิงนักหนาบนโลกนี้ ในดวงใจของเขาเหล่านั้น หางฉันต้องรับทุกข์ตกทุกข์ได้ตายอยู่ในสกุลฉีก็ยังดี หามิควรออกมาสำเร็จหย่าขาดอย่างนี้เลย”
