ฝ่าบาทจะตรัสถึงเรื่องนี้กระนั้นหรือ ฝ่าบาทจะขาดเงินเพียงเท่านี้อยู่หรือ
พระเจ้าเล็กทรงเบ้พระโอษฐ์ ทรงประทับลงบนม้าหินฝั่งตรงข้าม “บิดาเสนาบดี เจ้านี่ก็สนุกไม่เป็นเสียจริง ๆ ขาดความขบขันไปเสียสิ้น แม้แต่มุกก็ยังแยกไม่ออก”
น้ำเสียงของเสิ่นเยี่ยนซูเย็นชา “คำพูดขององค์จักรพรรดิย่อมเป็นเล่นมิได้”
พระเจ้าเล็กสะดุดใจ พระเนตรเหลือบลงมองธนบัตรใบนั้น หนึ่งหมื่นสองทอง
ทรง “จืด” ออกมาเบา ๆ “มาลัยแค่สองสามพวง เหนื่อยเสียเงินถึงเพียงนี้ บิดาเสนาบดีมิเห็นจะเจ็บใจในทรัพย์เลยหรือ”
เสิ่นเยี่ยนซู “มิเจ็บใจ”
หย่งอันตี้ “……”
บิดาเสนาบดีก็ชักไม่ดีตรงนี้ พูดน้อยเหลือเกิน จะหาเรื่องคุยเพิ่มอีกสักหหนอยก็ยังหาทางเข้าไม่เจอสักที
พระเจ้าเล็กกะพริบพระเนตร มองเสิ่นเยี่ยนซูสาพวงมาลัยจนเสร็จ
แล้วจู่ ๆ ก็ถามขึ้นมา “บิดาเสนาบดี มาลัยพวงนี้เจ้าย่อมไม่ห้อยไว้กับคอตนเองแน่ หรือว่าจะมอบไว้เป็นของขวัญแด่หญิงงามที่เจ้าหมายปอง”
เสิ่นเยี่ยนซู “……”
ท่านมิได้เอ่ยปากว่าอะไร
แต่พระเจ้าเล็กก็ยังสังเกตเห็นว่าใบหูของบิดาเสนาบดีแดงก่ำขึ้นแล้ว พระองค์ทรงคิดว่าคลี่คลายปริศนาได้แล้ว ต้องเป็นของที่จะมอบให้หญิงสาวที่ท่านชอบเป็นแน่
เมื่อฝ่าบาททรงอาจาระขึ้นมา จึงตรัสทันที “บิดาเสนาบดี มิใช่ฝ่าบาทจะว่าเจ้า จะนำของขวัญไปถวายแด่ท่านหญิง นำมาลัยที่เก่าคร่ำครึเช่นนี้ไปมิได้ประโยชน์อันใดเลย”
เสิ่นเยี่ยนซูเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ
ที่ท่านนำมาลัยไป เพราะท่านทราบดีว่านางโปรดปราพวงมาลัย เคยเห็นนางสวมมาลัยไว้บนศีรษะพร้อมรอยยิ้มรื่นรมย์เช่นไร
ครั้นบัดนี้เหตุร้าย ๆ นานัปการเกิดขึ้นแด่นาง ท่านก็เพียงปรารถนาให้นางได้มีความสุขใจขึ้นบ้างเท่านั้น
แท้ทว่าบัดนี้ องค์จักรพรรดิน้อยวัยสิบสามพรรษา กลับตรัสว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์
