ตามหลักแล้ว จาวซีไม่กล้าพูดเช่นนี้หน้าประตูจวนสมุหใหญ่โดยง่าย เพียงแต่นางรู้สึกน้อยใจแทนคุณหนูของตนจริง ๆ
เดิมทีคนสกุลฉีก็สงสัยอยู่แล้วว่า สมุหใหญ่เรียกคุณหนูของนางมาเพื่อให้เป็นอนุภรรยาเท่านั้น บัดนี้สมุหใหญ่ยังดูแคลนคุณหนูถึงเพียงนี้ ทั้งที่เป็นฝ่ายเรียกคุณหนูมาเอง แต่ตนกลับไม่อยู่ในจวน
ใครเล่าจะไม่โกรธ?
หว่างคิ้วของหรงจือจือขยับเล็กน้อย หากเป็นสถานการณ์เช่นนี้ในยามปกติ นางคงไม่พอใจจนหันหลังจากไปแล้ว ทว่าเรื่องนี้กลับเกิดขึ้นกับเสิ่นเยี่ยนซู...
นางจึงรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างพิกลนัก
เขาไม่น่าใช่คนที่นัดนางไว้แล้วกลับผิดคำพูด
พ่อบ้านหวงได้ยินดังนั้น ก็รีบกล่าวว่า “นี่...เซี่ยนจู่ อย่าเพิ่งรีบไปเลย หากท่านจากไปเช่นนี้ อีกประเดี๋ยวสมุหใหญ่กลับมา ข้าผู้เฒ่าเกรงว่าจะอธิบายไม่ได้!”
แม่เรือนในอนาคตของพวกเขาอุตส่าห์มาเยือนถึงจวนในวันนี้ หากปล่อยให้อีกฝ่ายจากไปเช่นนี้ ตนจะไม่เรียกว่าทำงานบกพร่องได้อย่างไร?
หรงจือจือยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ได้ เช่นนั้นข้าจะรอสมุหใหญ่อยู่ในจวน”
จาวซีมองคุณหนูของตนอย่างประหลาดใจ
……
หลังเชิญนางเข้าจวนแล้ว พ่อบ้านหวงก็สั่งให้เฉิงหยุนไปกรมขุนนางทันที เฉิงหยุนเป็นหนึ่งในองครักษ์ฝีมือสูงของสมุหใหญ่ และเป็นผู้ที่มีวิชาตัวเบาเก่งกาจที่สุด
พ่อบ้านหวงกล่าวว่า “เจ้ารีบไป หากเซี่ยนจู่รอจนหมดความอดทนแล้วจากไป ชะตาของเจ้ากับข้าจะเป็นเช่นไร เจ้าย่อมรู้แก่ใจ!”
เฉิงหยุนฟังแล้ว ก็ราวกับเซียนที่เหาะเหินไปบนเมฆ เพียงวูบเดียวก็หายลับไปต่อหน้าพ่อบ้านหวง
ช่วงนี้เฉิงเฟิงถูกเฆี่ยนตีไปหลายครั้งแล้ว พวกเขาสองคนย่อมไม่อยากเดินตามรอยเขาแม้แต่น้อย
เวลานี้บรรยากาศในกรมขุนนางเย็นเยียบเคร่งขรึม
เพราะวันนี้สมุหใหญ่ซึ่งควรอยู่พักราชการในจวน ไม่รู้เหตุใดจึงมาที่กรมขุนนางเพื่อจัดการงานราชการ มาแล้วก็ช่างเถิด แต่ยังทำหน้าบึ้งตึง เม้มริมฝีปากบางแน่น คล้ายกำลังน้อยใจและไม่พอใจอย่างยิ่ง
