หรงจือจือฟังจบก็แทบหัวเราะออกมา ฉินซื่อดีกับนางเหลือเกินหรือ?
แท้จริงก็เป็นยายชราปากหวานก้นเปรี้ยว ต่อหน้าคนนอกแสร้งทำเป็นพึงพอใจและรักใคร่นางนักหนา พอกลับถึงจวนก็หาเรื่องสารพัดให้นางคอยปรนนิบัติ ทั้งยังตั้งกฎเกณฑ์มาบีบบังคับ ราวกับยิ่งกลั่นแกล้งนางได้มากเท่าไร ตนก็ยิ่งสูงส่งเหนือผู้อื่น
เพียงแต่มารดาแท้ ๆ ของหรงจือจือยังไม่เคยดีกับนาง นางจึงไม่ได้คาดหวังอะไรจากมารดาสามีมากนัก มักคิดเพียงว่าขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ก็พอ
ไม่รู้เหมือนกันว่าฉีจื่อฟู่พูดคำเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร
นางคร้านจะพูดให้มากความ เพียงมองฉีจื่อฟู่แล้วเอ่ยว่า “ท่านสามี อย่าได้ชี้หน้าข้าพลางกล่าวโทษเรื่องกฎเกณฑ์เลย ข้าไม่รู้กฎในบ้านนั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่ท่านไม่รู้กฎหมายในราชสำนักนั้นเป็นเรื่องใหญ่”
“ประเดี๋ยวข้าจะให้คนส่งประมวลกฎหมายของแคว้นเราไปให้ท่าน ท่านจงอ่านให้เข้าใจในห้องหนังสือเสีย”
“ข้าหวังเพียงว่าภายหน้าท่านจะไม่พูดจาละเมิดกฎหมาย อย่างการยึดฮูหยินลดบรรดาศักดิ์เป็นอนุภรรยาต่อหน้าผู้คนอีก จนถูกจางอวี้สื่อชี้หน้าตำหนิว่าควรโบยท่านกี่ไม้”
“หากเกิดขึ้นอีกสักครั้ง อย่าว่าแต่เรื่องแต่งงานของน้องสาวสามีเลย ต่อไปจะมีบ้านดี ๆ ที่ไหนกล้ายกบุตรีให้แต่งกับน้องชายสามีอีก? ท่านสามีเองได้ความสุขแล้ว ไยไม่คิดถึงความเป็นความตายของน้องชายบ้าง?”
ฉีจื่อฟู่ฟังมาถึงตรงนี้ ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับซีดขาว
เรื่องนี้บิดาก็ดุด่าเขามาแล้ว พอหวนคิดดู เขาเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิต แต่วันนี้หรงจือจือเป็นอะไรไปกันแน่?
เหตุใดถึงจงใจเหยียบย่ำแต่จุดเจ็บของคนอื่น?
เหยียบย่ำมารดาแล้วยังไม่พอ ยังหันมาเหยียบย่ำเขาอีก
หลังจากเหยียบย่ำฉีจื่อฟู่แล้ว หรงจือจือก็หันไปมองฉินซื่อ “มารดาสามี ท่านดูเถิด ท่านสามีเห็นแก่ตัวถึงเพียงนี้ ท่านต้องอบรมเขาให้ดีนะเจ้าคะ! หากไม่มีธุระอื่นแล้ว สะใภ้ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
