หลินเหอไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน มือที่ถืออัลบั้มรูปหล่นลงมาจนทำให้เธอสะดุ้งตื่น
ข้างนอกฟ้าเริ่มสางแล้ว เธอเดินออกจากห้องหนังสือโดยไม่ได้ก้มมองทาง เกือบจะสะดุดคนที่อยู่บนพื้น
——คือเจี่ยงเฉียวที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าประตู
ทั้งสองยังไม่ทันได้พูดอะไร พ่อบ้านก็เดินถือโทรศัพท์ขึ้นบันไดมาชั้นบน
"คุณชายครับ สายจากคุณหนูใหญ่"
สายตาของหลินเหอจับจ้องไปที่โทรศัพท์อย่างร้อนรน นั่นคือลูกสาว! แฝดคนโตชื่อชูอี
เจี่ยงเฉียวรับโทรศัพท์แล้วกดเปิดลำโพงอย่างรู้งาน ให้หลินเหอได้ยินเสียงของลูกสาวด้วย
"ปะป๊า ให้สิทธิ์ผู้ช่วยจางมากกว่านี้อีกหน่อยนะ คราวหน้าถ้าไม่เกินสิบล้านก็ไม่ต้องถามปะป๊าแล้วได้ไหม ไม่งั้นมันยุ่งยากน่ะสิ ตอนนี้หนูต้องการแปดล้าน ส่งเข้าบัตรที่เมืองจีนใบนั้น อย่าโอนผิดล่ะ หนูไปยุ่งก่อนนะ บาย"
ไม่ต้องให้เจี่ยงเฉียวตอบ ชูอีก็วางสายไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ช่องทางที่พ่อลูกคุยกันมากที่สุดก็คือโทรศัพท์ เนื้อหามักจะเป็นฝ่ายหนึ่งขอเงิน อีกฝ่ายก็ให้
"พ่อบ้าน ติดต่อผู้ช่วยจาง บอกเขาให้—"
"เดี๋ยวก่อน!"
หลินเหอขัดคำพูดของเจี่ยงเฉียว เธอขยี้สันจมูกอย่างปวดหัวเล็กน้อยก่อนจะถามว่า "ลูกขอเงินนายก็ให้เลยเหรอ ชูอีปีนี้อายุแค่สิบเจ็ดเองนะ เธอทำอะไรต้องใช้แปดล้าน นายถามให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยโอนเงินเหรอ"
หลังจากมีลูก หลินเหอบอกตัวเองว่าจะไม่เลี้ยงลูกให้เป็นคุณหนูเพลย์บอยเด็ดขาด ยังไม่ทันได้เจอหน้าลูกสาว แค่ได้ยินผ่านโทรศัพท์ก็รู้เลยว่าเจี่ยงเฉียวเลี้ยงลูกเสียคนไปแล้ว!
เจี่ยงเฉียวมองท่าทีของหลินเหอที่ดูเหมือนพร้อมจะระเบิดอารมณ์ เขาจึงแก้ตัวเสียงเบาว่า "เหอเหอ ที่เธอบอกน่ะ เลี้ยงลูกสาวให้ดูแพง"
ความบกพร่องในบทบาทของพ่อ ทำให้เจี่ยงเฉียวไม่เคยตระหนี่เรื่องเงินทอง
"งั้นยังไม่โอนก่อนไหม" เจี่ยงเฉียวถามอย่างระมัดระวัง
หลินเหอไม่ได้พูดอะไร เจี่ยงเฉียวเห็นดังนั้นก็พูดต่อ "ฉันจะโทรถามเธอตอนนี้ว่าเอาเงินนี้ไปทำอะไร"
ปลายสาย ชูอีเห็นเบอร์ที่โทรมาแล้วค่อนข้างแปลกใจ เป็นครั้งแรกที่พ่อโทรกลับมาหลังจากเธอขอเงิน
"ลูกจะเอาเงินนั้นไปทำอะไร"
ชูอีอึ้งไป นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อถามว่าเอาเงินไปทำอะไร
"ก็...ก็เอามาใช้จ่ายน่ะค่ะ ซื้อเสื้อผ้าซื้อกระเป๋าเดี๋ยวก็หมด"
ชูอีตอบอย่างเลี่ยงบาลี
เจี่ยงเฉียวมองไปทางหลินเหอ เหตุผลของลูกสาวนี่ใช้ได้ไหมครับ จะโอนเงินให้ไหม
หลินเหอขมวดคิ้ว ลูกสาวกำลังโกหกแน่ๆ
เจี่ยงเฉียวเข้าใจความหมาย จึงเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงดุดันทันที "ชูอี อย่าโกหกพ่อ"
มือที่ถือโทรศัพท์ของชูอีกำแน่นขึ้น ปกติพ่อไม่เคยยุ่งเรื่องชีวิตของเธอเลย
คิดไปถึงว่าด้วยความสามารถของพ่อ ถึงเธอไม่พูด พ่อก็ต้องสืบรู้จนได้ เธอจึงเลือกสารภาพตามตรง
"ในห้องเรียนมีเพื่อนคนหนึ่งถูกหัวเราะเยาะว่าที่บ้านจน หนูเลยว่าจะให้รถเขาสักคัน ตบหน้าพวกที่หัวเราะเขา"
คราวนี้เจี่ยงเฉียวไม่ต้องให้หลินเหอส่งสัญญาณแล้ว เขาถามไปว่า "เพื่อนผู้ชายเหรอ"
เงียบไปครู่หนึ่ง เสียงอือเบาๆ ดังมาจากปลายสาย "หานสวินไม่รู้เรื่องนะคะ หนูเป็นฝ่ายจะให้เอง"
"เหตุผลไม่ผ่าน"
ชูอีอยากจะอธิบายเพิ่มอีกสองสามคำ แต่โทรศัพท์กลับถูกตัดไปแล้ว เธองงไปเลย แค่แปดล้านเอง พ่อกลายเป็นคนขี้งกขี้เหนียวไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ตกค่ำ ชูอีได้รับโทรศัพท์จากน้าเขย เธอบอกว่ามีคนเห็นพ่อพาผู้หญิงกลับบ้าน ถามว่าเธอรู้เรื่องไหมว่าเกิดอะไรขึ้น
ชูอีถึงบางอ้อ ดูเหมือนเธอรู้เหตุผลแล้วล่ะ! พ่อต้องโดนเป่าหูแน่ๆ! ไอ้ผู้หญิงชั่วช้า!
รอเธอกลับไป จะเอาคืนให้สาสมแน่!
เรื่องนั้นไว้ทีหลังก่อน ยังไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้เจี่ยงเฉียวที่วางสายไปแล้วใจเต้นไม่เป็นส่ำ เพราะเขาพบว่าหลินเหออารมณ์แย่ลงกว่าเดิมอีก
"นายนี่ช่างไม่'ใส่ใจ'ลูกๆ เอาเสียเลยนะ"
ประโยคนี้หลินเหอพูดออกมาทั้งที่กัดกราม
เจี่ยงเฉียวเป็นคนฉลาดเฉลียวขนาดไหน ถ้าแบ่งความคิดมาใส่ใจลูกๆ สักสามส่วน ก็คงไม่ถึงขั้นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
"ขอโทษ ฉันผิดเอง"
เจี่ยงเฉียวไม่แก้ตัวอะไรเลย แค่ยอมรับผิดตรงๆ
พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง เขาดูออกแล้วว่าคุณนายใหม่คนนี้ไม่ธรรมดา!
พ่อบ้านนึกว่าฉากสงครามครั้งนี้ คุณนายใหม่จะเป็นฝ่ายยอม แต่กลับกลายเป็นว่าคุณชายใหญ่ทำหน้าเหวี่ยงใส่กลับไป คุณชายต่อหน้าคุณนายยิ่งไม่มีความเป็นชายชาตรีเลยสักนิด กลัวเมียอย่างกับอะไรดี!
ถึงขนาดที่ว่าผู้มีอำนาจแห่งเจี่ยงกรุ๊ปอย่างคุณชายจะโอนเงินแปดล้านให้ลูกสาว ยังต้องมาคอยดูสีหน้าของคุณนายใหม่ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ
ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะใช้ได้กับทุกที่เลยนะ "มีแม่เลี้ยงเดี๋ยวก็มีพ่อเลี้ยง"! พ่อบ้านได้แต่ระบายอารมณ์ในใจอย่างบ้าคลั่ง
แล้วท่าทีของพ่อบ้านก็ยิ่งนอบน้อมขึ้นไปอีก
คุณชายถึงขั้นยอมทะเลาะกับลูกชายลูกสาวเพื่อผู้หญิงคนนี้ได้ เขาเป็นแค่พ่อบ้านตัวเล็กๆ จะเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้! ตัวเองจะทำผิดต่อคุณนายใหม่ไม่ได้เด็ดขาด!
พ่อบ้านคอยเตือนตัวเองแบบนี้
ดังนั้นตอนที่เจียงมู่หวาโทรมาหยั่งเชิงเขา พ่อบ้านจึงปิดปากเงียบไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกี่ยวกับหลินเหอเลย
เจียงมู่หวาเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลินเหอ และยังเป็นน้าเขยของชูอีด้วย หลังจากหลินเหอประสบอุบัติเหตุ เธอมักจะไปเยี่ยมชูอีและฉืออู่ที่โรงเรียนบ่อยๆ
เจียงอันรู้ว่าแม่ไม่ถูกกับเจียงมู่หวา เขาจึงไม่ยอมไปสุงสิงด้วยเลย ส่วนสองคนเล็กไม่รู้เรื่องพวกนั้น ปกติก็เลยติดต่อกันมากกว่า
เจี่ยงเฉียวรู้เรื่องนี้ คิดว่าให้มีผู้ใหญ่ผู้หญิงคอยห่วงใยอยู่ข้างๆ ลูกก็ดี เจียงมู่หวาโลภทรัพย์ เขาก็แค่ให้เงินไป จะสนใจอะไรกับเงินแค่นั้น
หลายปีมานี้ก็ผ่านไปเรื่อยๆ แบบนี้
ตอนนี้เจียงมู่หวาไม่รู้ว่าได้ยินข่าวมาจากไหน ว่าเจี่ยงเฉียวมีผู้หญิงอยู่ข้างตัว ก็เลยรีบร้อนโทรไปถามพ่อบ้านอย่างลนลาน
พ่อบ้านที่กลับมาถึงห้อง ยังไม่ทันหายตกตะลึงที่คุณชายเป็นคนขี้เมียฟัง ก็เห็นว่าเป็นสายจากเจียงมู่หวา เขาจึงส่งเสียงเยาะหยัน
ผู้หญิงคนนี้ทีไรก็วางท่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่กับคุณหนูใหญ่ ไม่รู้จะคิดว่าเป็นนายหญิงของตระกูลหลินรึยังไงนะ เจตนาเล็กๆ พวกนั้นเห็นชัดจนแทบไม่ต้องพูด!
พูดจาเหลวไหลผ่านๆ ไปสองสามคำ พ่อบ้านก็วางสายไป หันไปมองนอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจยาว เขารู้สึกได้เลยว่า ต่อไปชีวิตการทำงานในแต่ละวันของเขาจะต้องมีสีสันหลากหลายเป็นแน่
ข้างบนชั้นบน เจี่ยงเฉียวกำลังพยายามกู้คะแนนให้ตัวเอง
"ชูอีอยู่ต่างประเทศเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน อาทิตย์หน้ากลับบ้าน ฉืออู่กับเพื่อนไปแข่งวิ่งมาราธอนที่เมืองข้างเคียง อาทิตย์นี้ไม่กลับมาแล้ว"
เจี่ยงเฉียวพูดถึงความเคลื่อนไหวของลูกๆ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ไม่ใส่ใจอะไรเลย
เขาซบหัวลงบนไหล่ของหลินเหอ มือนี้ก็กอดเอวของหลินเหอไว้แน่น เสียงพูดอ่อนโยนลงอย่างเป็นธรรมชาติ
ถ้าพ่อบ้านเห็นท่าทางที่เจี่ยงเฉียวน่าทะนุถนอมตัวเองแบบนี้ เกรงว่าคงต้องตาแทบหลุดแน่ๆ
หลินเหอไม่สนใจเจี่ยงเฉียว สถานการณ์ที่บ้านวุ่นวายกว่าที่คิดไว้มาก อันอันเหมือนเม่นน้อย ลูกสาวก็ดูเหมือนคลั่งรัก ส่วนลูกชายคนเล็ก...
คาดว่าสถานการณ์ก็คงไม่ดีไปกว่ากัน
เธอพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน แล้วค่อยจัดการปัญหาไปทีละอย่าง!
พรุ่งนี้อันอันอาจจะกลับมา ตัวเองต้องเอารูปร่างหน้าตาที่ดีออกไป ให้อันอันได้เห็นว่าแม่ยังเป็นแม่ที่เขาจำได้
แต่หลินเหอกลับไม่ได้รอเจียงอันจนมาเจอ กลับได้พบกับแขกไม่ได้รับเชิญอีกคน
"พ่อบ้าน ชาที่ซื้อมาคราวนี้ใช้ได้นะ หอมดี"
เจียงมู่หวาพูดกับพ่อบ้าน แต่สายตากลับกวาดมองไปที่บันไดตลอดเวลา วันนี้เธอมาเพื่อสังเกตการณ์ผู้หญิงคนนั้น
เจี่ยงเฉียวรักษาความบริสุทธิ์ทางกายมานาน ผู้หญิงที่โผล่มาทันควันทำให้เจียงมู่หวาเหมือนเผชิญศัตรูใหญ่
ใช่แล้ว เจียงมู่หวามีใจให้เจี่ยงเฉียวแบบนั้น
พ่อบ้านลำบากใจมาก อยากให้เจียงมู่หวากลับไป แต่หน้าที่ของเขาก็ไล่แขกไม่ได้ แถมฝ่ายนั้นยังอ้างเหตุผลว่าเอาของมาส่งให้คุณหนูใหญ่ด้วย
"พู่กันนี้เป็นของขวัญที่ฉันให้ชูอีน่ะ เด็กคนนี้ขี้หลงขี้ลืม ลืมเอามา อ๋อ ใช่ พ่อบ้าน ฉันได้ยินว่า..."
ถามข่าวทางโทรศัพท์ไม่ได้ผล เจียงมู่หวาเลยมาด้วยตัวเอง มาถึงแต่เช้าขนาดนี้ ไม่เชื่อว่าจะไม่เจอผู้หญิงคนนั้น!
"พ่อบ้าน ใครมาเหรอ เสียงดังจัง"
เสียงพูดของเจียงมู่หวาหยุดกึก เมื่อเห็นหญิงสาวที่มีรูปร่างชดช้อยเดินมาจากชั้นบน สีหน้าของเธอจึงออกจะกระด้างไปเล็กน้อย
ถึงอีกฝ่ายจะกำลังพอกหน้าอยู่ แต่ก็ดูออกว่ารูปหน้าไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
เอวเล็กกะทัดรัด ผิวขาวสว่างไสว หน้าอกใหญ่สะโพกงอน ลำคอเรียบไร้ริ้วรอยสักเส้น...
เจียงมู่หวาจ้องมองอย่างไม่วางตา นิ้วที่ถือถ้วยน้ำชาเกร็งจนขาวซีดลง ความสาวใสไม่อาจหวนคืน ถึงเธอจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน ก็สู้คอลลาเจนของนางมารร้ายเด็กไม่ได้อยู่ดี
หลินเหอเพิ่งตื่นได้ไม่นาน ตั้งใจจะนอนบนเก้าอี้โยกที่ระเบียงชั้นสองพักสมองสักหน่อย ได้ยินเสียงดังจากข้างล่างก็เลยมาดู
ปะทะเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและเป็นศัตรูของเจียงมู่หวา หลินเหอมองปราดเดียวก็จำอีกฝ่ายได้ กระจ่างในใจ
ลูกพี่น้องคนนี้ทำเลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จักเข็ดหลาบ อยากได้ของที่ไม่ใช่ของตัวเองอยู่เรื่อย
แววตาวาววับ หลินเหอก็ได้แผนในใจ หัวเราะหวานหนึ่งทีแล้วพูดว่า "ที่แท้ก็มีแขกนี่เอง"
"ก่อนลงมาข้างล่าง ฉันบอกให้ฮันนี่นอนต่ออีกสักหน่อย ช่วงนี้เขาเหนื่อยเกินไปนะคะ คุณผู้หญิงมีอะไรก็บอกฉันก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวฉันไปบอกให้"
เมื่อรู้ตัวว่าเจียงมู่หวาจำตัวเองไม่ได้ หลินเหอก็เริ่มการแสดงของเธอ
มองดูสีหน้าถมึงทึงของเจียงมู่หวา พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆ ก็ยกนิ้วโป้งให้ในใจสุดๆ คุณนายใหม่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ แค่ประโยคเดียวก็ทำเอาอีกฝ่ายแตกสลายสุดขีด