หลังได้รับคำชี้แนะจากจางหยาง เซิ่งจิ่งเฉิงก็รู้สึกว่า “ปรมาจารย์หยินหยาง” มีอนาคตกว่าเจตจำนงกระบี่หยินหยางมาก เขาจึงแยกตัวออกจาก “เจตจำนงกระบี่หยินหยาง” ของตน แล้วมุ่งเดินบนมหาวิถีหยินหยางโดยเฉพาะ
เขาอ่านหนังสืออยู่ในหอสมุดชิงหยุนเป็นเวลาครึ่งปี และจากตำราในวิหารเซียนก็ได้หยั่งรู้เจตจำนงแห่งมรรคาที่กว้างไกลยิ่งขึ้น
บัดนี้จังหวะเหมาะเจาะพอดี เขาจึงก่อตั้งสำนักหยินหยางขึ้น!
เมื่อได้ยินชื่อ “สำนักหยินหยาง” เหวินจวินก็กล่าวด้วยความรู้สึกชื่นชมว่า “สหายเต๋าช่างมีปณิธานยิ่งใหญ่ ขออวยพรให้สหายเต๋าประสบความสำเร็จ”
“ขอบคุณ!” เซิ่งจิ่งเฉิงพยักหน้า มองไปยังภูเขาฮุ่ยซานลูกเล็ก แล้วกล่าวว่า “นับเป็นวาสนาที่ได้เป็นเพื่อนบ้านกับสหายเต๋า หากสำนักหยินหยางของข้าก่อตั้งสำเร็จ ข้าจะช่วยเติมดินหินให้ภูเขาฮุ่ยซานของสหายเต๋า ให้เติบโตไปพร้อมกับข้าและสำนักหยินหยาง ร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน!”
“ฮ่า ๆ ดีเลย!” เหวินจวินหัวเราะพลางพยักหน้า
เขาไม่ได้ใส่ใจนัก แม้ผู้บำเพ็ญตรงหน้าจะดูเปี่ยมปณิธาน แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะก่อตั้งสำนักหยินหยางได้สำเร็จหรือไม่
วันนั้นเอง สำนักหยินหยางก็สถาปนาขึ้นบนแผ่นดินหลางหยา
ส่วนอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้เคยเป็นเจ้าของแผ่นดินหลางหยาและเป็นผู้บุกเบิกวิถีศักดิ์สิทธิ์ ได้เดินทางมาถึงวังเมฆา
เมื่อประมุขวังเมฆาทราบว่าอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์มาขอพบ ก็แตกตื่นอย่างยิ่ง รีบออกไปต้อนรับด้วยตนเอง
ผู้บุกเบิกวิถี ทั้งยังเป็นประมุขศักดิ์สิทธิ์ผู้แสดงธรรมไปทั่วหล้า กลับมายืน “ขอพบ” อยู่หน้าประตูวังเมฆา?
เรื่องนี้ทำให้ประมุขวังเมฆารู้สึกหวั่นใจ ไม่รู้ว่าอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์คิดจะทำสิ่งใดกันแน่
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมาเยือน ทำให้ต้องรอนานแล้ว” ประมุขวังเมฆาเชื้อเชิญอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์อย่างนอบน้อม จากนั้นผู้บำเพ็ญขั้นเฮ่อเต้าคนอื่น ๆ ของวังเมฆาก็ทยอยมาถึง
