ยามพระสนมเฉิงฮุยสกุลหวังถูกหามเข้าไปในห้องปีกตะวันออกของสวนเหอเฟิง นางก็เจ็บปวดจนร่างขดงอเป็นก้อนกลมแล้ว
ใบหน้าของนางซีดขาวราวกับกระดาษที่เปียกชุ่ม ริมฝีปากถูกกัดจนเป็นรอยเลือด เหงื่อที่ขมับทำให้เส้นผมที่หลุดลุ่ยจับกันเป็นช่อ แนบอยู่ข้างแก้ม
จือชิวคุกเข่าอยู่ข้างตั่ง กุมมือนางไว้แน่น ร้องไห้จนน้ำตาเต็มหน้า พลางเรียก “นายหญิง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หมอหลวงสะพายหีบยาเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว พอเลิกผ้าห่มขึ้นมองเพียงแวบเดียว หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น
ท้องที่นูนสูงของพระสนมเฉิงฮุยสกุลหวังกำลังบิดเกร็งเป็นระลอก เส้นเลือดสีเขียวใต้ผิวหนังปูดนูนคดเคี้ยว ราวกับมีบางสิ่งกำลังดิ้นรนสุดกำลังเพื่อออกมา
ขาทั้งสองข้างของนางถูกยกสูง ผ้าปูใต้ร่างเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง ของเหลวสีแดงคล้ำผสมกับกลิ่นยาและกลิ่นคาวเลือดแผ่ตลบไปทั่วห้อง
หมอหลวงจับชีพจร สีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้น เขาหันกลับไปตะโกนออกไปด้านนอก “ไปเอายาเร่งคลอดมา เร็วเข้า!”
จือชิวได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นทันที ริมฝีปากสั่นระริก คล้ายอยากพูดบางอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
พระสนมเฉิงฮุยสกุลหวังได้ยินคำว่า “เร่งคลอด” ในระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่น จู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้น
แววตาของนางเลื่อนลอยอยู่ครู่หนึ่ง กว่าจะจับจ้องใบหน้าหมอหลวงได้ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย เสียงแหบพร่าแผ่วเบา “หมอหลวง...รักษาไว้ไม่ได้แล้วใช่หรือไม่...”
หมอหลวงมิได้ตอบตรง ๆ เพียงกล่าวเสียงขรึม “พระสนมอย่าเพิ่งตรัส กระหม่อมจะพยายามให้สุดความสามารถ”
แต่พระสนมเฉิงฮุยสกุลหวังรู้ดีแก่ใจ นางรู้ดียิ่งกว่าผู้ใด