เสิ่นเวยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสิ่นซิงซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ชิงพูดแทนเธออย่างกระตือรือร้น
“หมิงซู อย่าพูดกับพี่สาวแบบนั้นเลย”
เธอยังคงทำท่าทางน่าสงสารราวกับดอกไม้บอบบาง ดวงตาแดงเรื่อ เอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ฉันเชื่อว่าพี่สาวคงไม่ได้ตั้งใจจะบุกเข้างานเลี้ยงหรอก เธออาจจะแค่...อยากเจอคุณชายเผยมากเกินไป”
พูดถึงตรงนี้ เสิ่นซิงซินก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้กะทันหัน เธอกะพริบดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้น แล้วหันไปมองเสิ่นเวย
“แต่ว่าพี่สาว เธอคบกับคุณชายเผยอยู่ไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมวันนี้ตระกูลเผยจัดงานเลี้ยง แต่เขาถึงไม่ส่งบัตรเชิญให้เธอล่ะ? หรือว่า...”
เธอพูดได้เพียงครึ่งเดียวก็รีบยกมือปิดปาก ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดออกไป จึงไม่กล้าพูดต่อ
แต่เจียงเชี่ยนเชี่ยนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับหลุดหัวเราะพรืดออกมา
“ซิงซิน ยังต้องถามอีกเหรอ?”
เธอกวาดตามองเสิ่นเวยตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ก่อนหน้านี้คุณชายเผยอาจคิดว่าเธอเป็นลูกสาวตระกูลเสิ่น อย่างน้อยก็เป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวย พอจะคู่ควรกันได้อยู่บ้าง”
“แต่ตอนนี้ล่ะ? เธอก็แค่เด็กนอกคอกที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน คุณชายเผยคงแค่รู้สึกแปลกใหม่ชั่วคราว เล่นสนุกด้วยเท่านั้น”
“จะเป็นไปได้ยังไงที่เขาจะพาเธอกลับบ้านไปพบผู้ใหญ่? คนอย่างเธอ แค่ไปปรากฏตัวต่อหน้าคุณปู่เผย เกรงว่าท่านคงรังเกียจจนไม่อยากมองด้วยซ้ำ!”
เห็นได้ชัดว่าในเวลาเพียงวันเดียว เสิ่นซิงซินก็อดใจไม่ไหว รีบเล่าชาติกำเนิดที่แท้จริงของเสิ่นเวยให้ซ่งหมิงซูกับเจียงเชี่ยนเชี่ยนฟังแล้ว
สายตาที่ซ่งหมิงซูมองเสิ่นเวยยิ่งดูถูกเหยียดหยามมากขึ้น