เสิ่นจี้ไป๋ชะงักงันไปทันที
ของปลอม?
สองคำนี้ราวกับน้ำเย็นจัดราดลงมาจากกลางศีรษะ
สีเลือดบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ จางหาย
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
เสิ่นเวยคนแรกที่ปรากฏตัว...
เป็นของปลอมงั้นเหรอ?
คนที่ร้องไห้เรียกเขาว่าพี่ใหญ่ คนที่บอกว่ากลัว คนที่โผเข้ากอดเขา
แม้กระทั่ง—
เสิ่นเวยที่เป็นฝ่ายจูบเขาก่อน
ล้วนเป็นของปลอมทั้งนั้น
ส่วนเสิ่นเวยตัวจริงที่อยู่ตรงหน้า ตบเขาจนเกือบฟันร่วง
คราวนี้เสิ่นจี้ไป๋ได้สติเต็มที่แล้ว
เขามองเสิ่นเวยด้วยสีหน้าซับซ้อน ก่อนจะเบือนหน้าหนีในที่สุด แล้วหันไปมองเผยจื้อ กลับมามีท่าทีเย็นชาและเย่อหยิ่งอย่างที่เป็นอยู่ทุกวัน
“ดูท่าคืนนี้เจ้าสิ่งนี้จะไม่ธรรมดา” เขาเอ่ยเสียงเย็น “เผยจื้อ นายคิดยังไง?”
เผยจื้อไม่ได้ตอบตรง ๆ เพียงยกเถาวัลย์ท่อนหนึ่งในมือขึ้นมา—
มันคือส่วนที่เหลือจากเถาวัลย์ซึ่งถูกไฟเผาจนขาด ก่อนที่เจ้าสิ่งนั้นจะหนีไป
“ฉันก็ยังไม่แน่ใจ” เขาตอบหน้าตาย “คงต้องเอาไปตรวจในห้องทดลองก่อน”
……
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
อาคารทดลองวิจัยของฐานพันธมิตรสิบเมือง
ตีสอง
แต่อาคารวิจัยทั้งหลังก็กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
เถาวัลย์ดำที่นำกลับมาจากตระกูลเสิ่นถูกใส่ไว้ในภาชนะปิดผนึก แล้วส่งเข้าห้องทดลองทันที
คนทั้งทีมวิจัยถูกปลุกกลางดึก และเข้าไปในห้องทดลองพร้อมกับเสิ่นเยี่ยนฉือ
ในฐานะผู้รับผิดชอบฐานที่มั่น เผยจื้อย่อมต้องรออยู่ที่นี่
เสิ่นจี้ไป๋ก็ไม่ได้กลับไปไหน ดูท่าคงอยากรู้ให้ได้ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่
ส่วนเสิ่นเวยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอยู่ต่อด้วย
เธอรู้ดีว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ที่อยากรู้ยิ่งกว่าคือเสิ่นเยี่ยนฉือจะตรวจสอบได้ลึกซึ้งแค่ไหน
ผ่านไปนานกว่าสามชั่วโมงเต็ม ประตูห้องทดลองก็เปิดออกในที่สุด
เสิ่นเยี่ยนฉือเดินออกมา
เมื่อเทียบกับชายที่นั่งร้องไห้สลับหัวเราะอยู่บนพื้นห้องหนังสือเมื่อสามชั่วโมงก่อน จนแทบเสียสติไปแล้ว ตอนนี้เขากลับคืนสู่ท่าทีปกติอย่างสมบูรณ์
เสื้อกาวน์สีขาวเรียบร้อยไร้ที่ติ แว่นกรอบทองกลับมาวางอยู่บนสันจมูก