ลังเลใจมาทั้งคืน ในที่สุดลั่วซูก็ตัดสินใจไปพบอวี้จ้านตรง ๆ
ยังไงก็เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเจ้านาย แล้วเธอเองก็ไม่อยากเปิดศึกกับอีกฝ่ายแบบแตกหัก ถือว่าไว้หน้าอีกฝ่ายในบริษัทด้วย
กลับถึงออฟฟิศก็ยังได้ยินเพื่อนร่วมงานซุบซิบนินทากันอยู่
แต่หูของเธอชินกับการหาความสงบที่สุด ไม่แยแสข่าวลือพวกนี้เลย เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานแล้วโทรหาเสิ่นเหยียน
อยู่นานทีเดียวกว่าเขาจะรับสาย
[ช่วยถามหน่อยว่าวันนี้ประธานอวี้ว่างไหม ฉันอยากขอเข้าพบ]
[คุณขึ้นมาตรง ๆ เลย]
เธอฟังออกว่าเสิ่นเหยียนตอบคำถามนี้โดยไม่ต้องคิดเลยแม้แต่น้อย
เธอเดินเข้าลิฟต์ เสิ่นเหยียนกดรับอยู่ชั้นบน เธอขึ้นไปถึงชั้น 30 อย่างราบรื่น
ลั่วซูไม่ได้เดินไปห้องประธานโดยตรง แต่หันไปถามเสิ่นเหยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ว่า “เมื่อกี้คุณโทรอยู่ เจ้านายก็อยู่ด้วยหรือเปล่า?”
“คุณพี่สาวขา สมองคุณทำจากอะไร ถึงได้ฉลาดขนาดนี้!”
เธอถอนหายใจ เสิ่นเหยียนไม่ได้กระทั่งขออนุญาตกลับให้เธอขึ้นตรง ๆ มีทางเดียวคือ บทสนทนาของพวกเขาเจ้านายได้ยินเข้า
เธอไม่ชอบแบบนี้เลย รู้สึกเหมือนพอมีสัมพันธ์กับเขาแล้วก็กลายเป็นว่าเขามาติดพันเธอ
ด้ายแดงของเฒ่าจันทรายุ่งเหยิงโดนเขาแข็งขันผูกเข้ากับมือเธอ
เธอรู้สึกกังวลขณะเคาะประตูห้องประธาน
“เข้ามา” วันนี้เขาก็ยังเป็นชุดสูทสีดำล้วน รู้สึกว่าเขามีแค่ชุดเดียวไม่เคยเปลี่ยนเลย
“มีธุระ?” เขาวางปากกาในมือ สายตาจริงจังมองมาที่ลั่วซู
