ชุยเหมยหลานออกไปได้ไม่นาน ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าสับสนดังขึ้น
คนแรกที่เลิกม่านเข้ามาคือพี่สะใภ้ใหญ่ ในมือยังถือโจ๊กที่เพิ่งต้มเสร็จไว้ชามหนึ่ง ขอบตาแดงก่ำ ครั้นเห็นเซี่ยฝูอิงพิงหัวเตียงอยู่ น้ำตาก็ไหลพรากลงมาอีกครั้ง
“อิงอิง...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง พี่สะใภ้รองก็เบียดเข้ามาแล้ว มือกำผ้าเช็ดหน้าสะอาดผืนหนึ่งไว้ ก่อนจะก้าวเข้ามาหมายเช็ดหน้าให้เซี่ยฝูอิง
“อิงอิง!” เสียงฝีเท้าลากดังมาจากด้านนอก เป็นเสียงของพี่ชายรอง
เซี่ยฝูอิงเงยหน้ามอง พี่ชายรองถูกพี่ชายใหญ่แบกเข้ามา
พี่ชายสาม สี่ และห้าตามหลังมา มือของแต่ละคนพันผ้าหนาเตอะ ห้อยอยู่ข้างลำตัว ขยับเพียงนิดก็ยากลำบาก
ทันทีที่เข้ามาในห้อง สายตาของทุกคนก็จับจ้องรอยเชือกรัดคออันน่าสะพรึงบนลำคอของเซี่ยฝูอิง
ภายในห้องเงียบงันไปชั่วขณะ
ขอบตาของพี่ชายรองพลันแดงก่ำ เขากัดฟัน หันหน้าไปอีกทาง ไม่ยอมให้น้องสาวเห็นน้ำตาของตน
ริมฝีปากของพี่ชายสามสั่นระริก คล้ายอยากพูดบางอย่าง ทว่ายังไม่ทันเอ่ย เสียงก็สะอื้นจนชะงักเสียก่อน
“น้องเล็ก...” พี่ชายห้าอายุน้อยที่สุด เพิ่งอายุสิบเก้าปี ปกติร่าเริงและชอบยิ้มที่สุด ยามนี้กลับยืนขอบตาแดงอยู่ตรงนั้น ราวกับเด็กที่ทำผิด “ล้วนเป็นเพราะพวกเราไร้ความสามารถ...”
ลำคอของเซี่ยฝูอิงคล้ายมีก้อนอะไรบางอย่างอุดอยู่
“อิงอิง!”
เสียงสตรีสองเสียงดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ม่านถูกเลิกขึ้น สตรีวัยสาวสองคนโซซัดโซเซพุ่งเข้ามา
เป็นพี่สาวใหญ่กับพี่สาวรอง ทั้งสองออกเรือนไปแล้ว อยู่ห่างออกไปไม่น้อย ไม่รู้ว่าใครเป็นคนไปแจ้งข่าว
พี่สาวใหญ่เห็นรอยเชือกรัดคอบนลำคอของเซี่ยฝูอิง ขาก็อ่อนยวบ ทรุดตัวลงข้างเตียง โอบกอดนางพลางร่ำไห้เสียงดัง
“น้องโง่! เจ้าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร! เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!”
พี่สาวรองคุกเข่าอยู่ข้างเตียง กุมมือเซี่ยฝูอิงไว้ น้ำตานองเต็มใบหน้า พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ตัวสั่นไม่หยุด
เซี่ยฝูอิงถูกพวกนางโอบกอด รับรู้ถึงน้ำตาอุ่นร้อนที่หยดลงบนไหล่ นางอ้าปาก อยากบอกว่า “ข้าไม่เป็นไร” ทว่าลำคอตีบตันอย่างยิ่ง จนเปล่งออกมาไม่ได้สักคำ
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด น้ำตาก็ไหลลงมา
นางยกมือขึ้นเช็ด แล้วพบว่ามือของตนกำลังสั่นเช่นกัน
แปลกจริง ในยุคปัจจุบันนางผ่านความทุกข์มามากมาย ถูกคนหลอก ด่าทอ และรังแก ก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาสักหยด
เหตุใดพอมาถึงที่นี่ ถูกคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งโอบกอด กลับอดกลั้นไม่ไหวเล่า?
หรือจะเป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมกันนะ...
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านน้ามาแล้ว!” เสียงของชุยเหมยหลานดังมาจากในลาน น้ำเสียงแฝงความร้อนใจอยู่หลายส่วน
ทุกคนรีบหลีกทางให้ ม่านถูกเลิกขึ้น สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งแต่งกายเรียบง่าย เกล้าผมเรียบร้อยไร้ที่ติ ก้าวเข้ามา
สายตาของเซี่ยฝูอิงจับจ้องท่านน้า ท่านดีกับเจ้าของร่างเดิมยิ่งนัก ทุกเทศกาลล้วนฝากคนส่งของดี ๆ กลับมาให้เสมอ
ยามนี้ชุยเหมยอวี้ก้าวฉับ ๆ มาถึงข้างเตียง เพียงมองแวบเดียวก็เห็นรอยเชือกรัดคอบนลำคอของเซี่ยฝูอิง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
นางมิได้เอ่ยสิ่งใด เพียงนั่งลงข้างเตียง แล้วโอบเซี่ยฝูอิงเข้ามาในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา
“อิงอิง” เสียงของนางสั่นเครืออยู่บ้าง “เจ้าต้องลำบากแล้ว”
“น้ามิได้มีอำนาจมากมาย” ชุยเหมยอวี้คลายอ้อมแขน มองดวงตาของนางอย่างจริงจัง
“แต่พาเจ้าไปเป็นสาวใช้ในจวนอ๋องได้ จูอี้แห่งจวนกั๋วกงผู้นั้นจะกำเริบเสิบสานเพียงใด ก็ไม่กล้ามาก่อเรื่องถึงหน้าประตูจวนอ๋อง เมื่อเจ้าเข้าไปอยู่ในจวนแล้วก็จะปลอดภัย”
เมื่อคนในห้องได้ยิน ต่างเผยความหวังออกมาหลายส่วน
แม้การเป็นสาวใช้จะลำบากอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็เป็นสาวใช้ในจวนอ๋อง ต่อให้จูอี้ยื่นมือยาวเพียงใด ก็ไม่อาจยื่นเข้ามาในจวนอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้
ขอเพียงอิงอิงหลบพ้นเคราะห์ครั้งนี้ เรื่องอื่นล้วนค่อยว่ากันได้
ทว่าเซี่ยฝูอิงกลับส่ายหน้า
“ท่านน้า อิงอิงไม่อยากเป็นสาวใช้”
ชุยเหมยอวี้ชะงักงัน
เซี่ยฝูอิงสบตานาง เอ่ยทีละคำว่า “หากอิงอิงลงนามในสัญญาขายตัว พี่ชายของข้าก็จะมีน้องสาวที่ขายตัวเป็นทาส แล้วพวกเขาจะเข้าสอบขุนนางได้อย่างไร?”
ภายในห้องเงียบงันไปชั่วขณะ
สีหน้าของพี่ชายสาม สี่ และห้าล้วนเปลี่ยนไป
พวกเขากำลังเตรียมตัวสอบขุนนางในปีหน้า หากน้องสาวกลายเป็นคนในทะเบียนทาสจริง อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่หลานชายในอนาคตก็หมดสิทธิ์เข้าสอบขุนนางเช่นกัน
“อีกอย่าง” เซี่ยฝูอิงกล่าวต่อ “หากข้าจากไป จูอี้แค้นที่ไม่ได้ตัวข้า เมื่อข้าหลบเข้าไปในจวนอ๋อง เขาทำอะไรข้าไม่ได้ ก็จะระบายโทสะใส่ท่านพ่อกับพี่ชายแทน”
น้ำเสียงของนางจริงจัง “ข้าต้องมีฐานะที่ทำให้จูอี้หวั่นเกรงได้จึงจะพอ”
ชุยเหมยอวี้มองหลานสาวผู้นี้นิ่ง ๆ
ใบหน้ายังคงเป็นใบหน้าเดิม ทว่าดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาและร่าเริงอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป
นางพยักหน้า
“อิงอิง เจ้าพูดถูก”
เสียงของชุยเหมยอวี้แผ่วต่ำ “บ้านเดิมของสาวใช้คนหนึ่ง จูอี้ไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก เขามีแต่จะยิ่งแค้นใจและลงมือโหดเหี้ยมกว่าเดิม แต่...”
เซี่ยฝูอิงสูดหายใจลึก กุมมือท่านน้าไว้แน่น
“ท่านน้า ข้าต้องการให้ท่านช่วยกราบทูลฮุ่ยไท่เฟย แนะนำข้าไปเป็นอนุของรุ่ยชินอ๋อง”
สิ้นคำ คนในห้องต่างชะงักงัน
แม้อนุของท่านอ๋องจะแตกต่างจากอนุของผู้มีอำนาจทั่วไป สตรีที่จะเป็นอนุของท่านอ๋องต้องเป็นหญิงดีที่มีชาติกำเนิดบริสุทธิ์ ทั้งยังไม่ต้องลงนามในสัญญาทาส และไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกขายต่อหรือยกให้ผู้อื่น
เพราะสตรีของท่านอ๋อง ไม่มีผู้ใดกล้าคิดหมาย
แต่ถึงอย่างไรอนุก็ยังเป็นอนุ...
ผ้าเช็ดหน้าในมือชุยเหมยหลานร่วงลงพื้น สีหน้าของชุยเหมยอวี้ก็เปลี่ยนไป พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองมองหน้ากัน ส่วนพี่สาวใหญ่กับพี่สาวรองอ้าปากค้าง ชั่วขณะหนึ่งพูดอะไรไม่ออก
“อิงอิง!” ชุยเหมยหลานร้อนใจ “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!”
“ท่านแม่ โปรดฟังข้าพูดให้จบก่อน”
เซี่ยฝูอิงเอ่ยขัดนาง ทว่าสายตายังคงมองชุยเหมยอวี้ “ท่านน้า ท่านเพียงบอกไท่เฟยว่าข้าเป็นคนมีบุตรง่าย เหมาะแก่การให้กำเนิดบุตรยิ่งนัก ท่านลองดูท่านแม่ของข้าสิ ท่านแม่ให้กำเนิดบุตรแปดคน ทุกคนเติบโตขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ร่างกายของข้าถ่ายทอดมาจากท่านแม่ ย่อมให้กำเนิดบุตรได้แน่”
สายตาของชุยเหมยอวี้อดเลื่อนต่ำลงไปไม่ได้
นางจำต้องยอมรับว่าหลานสาวผู้นี้มีรูปโฉมงดงามจริง ๆ ใบหน้าประณีต ผิวขาวผ่อง รูปร่างก็หาได้ยาก ส่วนที่ควรอวบอิ่มก็อวบอิ่ม ส่วนที่ควรเพรียวบางก็เพรียวบาง โดยเฉพาะเอวกับส่วนโค้งของสะโพก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสตรีที่ให้กำเนิดบุตรง่าย
แต่ในใจนางกลับมีความกังวลมากกว่า
รุ่ยชินอ๋องปีนี้อายุยี่สิบหกปี เป็นพระโอรสองค์เดียวของฮุ่ยไท่เฟย
เมื่อห้าปีก่อนทรงอภิเษกกับพระชายาเอก ในจวนยังมีพระชายารองกับอนุอีกหลายคน ทว่าจนบัดนี้กลับยังไม่มีบุตรสักคน
หากอิงอิงเข้าไปในจวน แล้วกล่าวอ้างอย่างมั่นใจว่าจะให้กำเนิดบุตร แต่กลับให้กำเนิดไม่ได้...
ชุยเหมยอวี้ไม่กล้าคิดต่อ
“อิงอิง” นางกุมมือหลานสาวไว้ ลดเสียงลง “น้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้มีผลร้ายแรงเพียงใด?”
นางขยับเข้าใกล้อีกเล็กน้อย เสียงเบาจนแทบมีเพียงคนทั้งสองได้ยิน
“ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์มาได้สิบปี ฝ่ายในมีนางสนมมากมาย ทว่ามีเพียงองค์ชายองค์เดียวที่ร่างกายอ่อนแอ
เหตุใดรุ่ยชินอ๋อง อันอ๋อง และซู่หวังจึงไม่ต้องออกจากเมืองหลวงไปประทับยังดินแดนศักดินา? เพราะทั่วทั้งแผ่นดินต้าจง พระโอรสและพระธิดาในราชวงศ์มีน้อยยิ่งนัก
เมื่อไร้ทายาท บรรดาท่านอ๋องและฮ่องเต้ก็ไม่มีใจระแวงหรือชิงอำนาจกัน”
นางมองดวงตาของเซี่ยฝูอิง เอ่ยทีละคำว่า “หากเจ้ากล่าวอ้างอย่างมั่นใจเช่นนี้ แต่เมื่อเข้าไปในจวนกลับให้กำเนิดบุตรไม่ได้ นั่นมิใช่แค่ทำลายชีวิตตนเอง แต่ยังต้องเผชิญความขุ่นเคืองของไท่เฟยอีกด้วย ถึงยามนั้น แม้แต่อยู่ในจวนอ๋อง น้าก็ปกป้องเจ้าไม่ไหว”
เซี่ยฝูอิงรู้ว่าท่านน้ากล่าวด้วยความหวังดีจากใจจริง
สาวใช้คนหนึ่งเข้าไปในจวน ทำงานอย่างเงียบเชียบ ใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ ย่อมไม่มีผู้ใดใส่ใจ
แต่หากนางเข้าไปโดยอ้างว่าตนให้กำเนิดบุตรได้ ก็เท่ากับยกตนขึ้นวางบนกองไฟ
แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น
“ท่านน้า” นางคุกเข่าบนเตียง มองชุยเหมยอวี้ตรง ๆ
“นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ท่านพ่อกับพี่ชายปลอดภัย ต่อให้ต้องเผชิญความขุ่นเคืองและการกลั่นแกล้งแล้วจะกลัวสิ่งใด? อย่างมากก็แค่ตาย แต่ข้าตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่มีอะไรให้กลัวอีก”
ริมฝีปากของชุยเหมยอวี้ขยับ ทว่ากลับเอ่ยอะไรไม่ออก
“อีกอย่าง” เซี่ยฝูอิงยืดแผ่นหลังขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเบา “ท่านดูรูปร่างของข้าสิ บางที...ข้าอาจให้กำเนิดโอรสสวรรค์ได้จริง ๆ ถึงยามนั้น อิงอิงจะตอบแทนท่านน้าเป็นแน่!”
ชุยเหมยอวี้มองนางนิ่ง ๆ
เด็กคนนี้...เติบโตขึ้นแล้วจริง ๆ
ชุยเหมยอวี้หลับตาลงครู่หนึ่ง “ได้” นางลุกขึ้น ประคองแขนเซี่ยฝูอิงไว้ “น้าจะกลับจวนไปวางแผนให้เจ้า พรุ่งนี้รอฟังข่าวจากน้า”
เซี่ยฝูอิงเผยรอยยิ้ม “ขอบคุณท่านน้า”
ชุยเหมยอวี้มิได้กล่าวสิ่งใดอีก เพียงตบมือของนางเบา ๆ แล้วหันหลังเดินออกไป
ชุยเหมยหลานรีบตามออกไปส่งนาง
ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เซี่ยฝูอิงเงยหน้าขึ้น เห็นทุกคนในห้องกำลังมองนาง บิดา เซี่ยเสี่ยวตง ยืนอยู่ข้างประตู ขอบตาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก คล้ายอยากเอ่ยอะไรบางอย่าง
พี่ชายใหญ่ยืนอยู่ข้างเขา กำหมัดแน่น
พี่ชายรองถูกพยุงให้พิงกำแพง ดวงตาหม่นหมองมองเพดาน
พี่ชายสาม สี่ และห้ายืนอยู่ด้วยกัน ใบหน้าของแต่ละคนฉายแววปวดใจ รู้สึกผิด และความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองเช็ดน้ำตา ส่วนพี่สาวใหญ่กับพี่สาวรองยังคุกเข่าอยู่ข้างเตียง กุมมือนางไว้ไม่ยอมปล่อย
ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวตงก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบฟังไม่ชัด
“ล้วนเป็นความผิดของบิดา...สอบไม่ผ่านจวี่เหริน จึงปกป้องอิงอิงไม่ได้...”
เขาก้มตัวลง ใช้สองมือปิดหน้า ไหล่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เซี่ยฝูอิงมองผมขาวโพลนของบิดา มองแผ่นหลังที่งองุ้มลง ในใจก็เจ็บปวด
“ท่านพ่อ” เสียงของนางแผ่วเบา
“อิงอิงปกป้องตนเองได้ อิงอิงกำลังจะได้เป็นผู้สูงศักดิ์ นี่เป็นโอกาสที่หลายคนปรารถนาจนไม่อาจได้มา...ท่านควรดีใจแทนอิงอิงสิ”
