“พูดอะไรน่ะ!”
ชายชราถลึงตามอง ก่อนเอ่ยอย่างไม่พอใจ “นี่เธอพูดมากเกินไปแล้วนะ!”
หญิงชราขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“ญาติฝ่ายแม่ของพวกเราเมื่อก่อนดีกับเราไม่น้อย ครึ่งปีแรกบ้านเราถึงกับไม่มีข้าวจะกิน ถ้าไม่ได้พวกเขาช่วยเหลือ เราจะผ่านมันมาได้ยังไง?”
“ตอนนี้หลานชายเรามีความสามารถแล้ว มีบุญคุณก็ต้องตอบแทน เรื่องนี้หลานชายเราทำไม่ผิด!”
พอเห็นสองตายายใจอ่อนลง ป้าสะใภ้ใหญ่ อาสะใภ้สาม และพี่สะใภ้ต่างก็ขอบตาแดงก่ำ
เมื่อวานตอนยังไม่ได้ส่วนแบ่งเนื้อ พวกเธอก็คิดถึงบ้านเดิมแล้ว ตั้งใจว่าจะลองคุยกับพ่อแม่สามีตอนเช้าวันนี้ ว่าขอเนื้อสักหนึ่งหรือสองชั่งไปให้ได้ไหม แต่ไม่คิดเลยว่าเฉินเชาจะให้มาเยอะขนาดนี้!
ปีที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ทุกบ้านต่างก็ลำบากกันทั้งนั้น
บ้านอดีตเลขาพรรคคอมมูนมีคนไม่มาก ยังพอไหว แต่บ้านอื่น ๆ ลำบากกันหมด กินมื้อนี้แล้วไม่รู้ว่ามื้อต่อไปจะมีอะไรกินหรือเปล่า
“อาเชา ขอบใจนะ...”
ป้าสะใภ้ใหญ่กับคนอื่น ๆ ซับน้ำตา น้ำเสียงสะอึกสะอื้น
ตั้งแต่แต่งออกเรือน พวกเธอก็กลายเป็นคนของตระกูลเฉินแล้ว แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ใครจะตัดใจจากเรื่องทางบ้านเดิมได้จริง ๆ ล่ะ?
เพียงแต่ติดเรื่องฐานะ จึงพูดเรื่องนี้ไม่สะดวก ทั้งยังไม่กล้าเอ่ยปาก หากแพร่ออกไปก็จะถูกนินทาเอาได้
แต่ตอนนี้เฉินเชาเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน แถมยังใจกว้างขนาดนี้ พวกเธอจึงรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน พูดแบบนี้ก็เหมือนคนอื่นคนไกลสิ”
เฉินเชายิ้มพลางโบกมือ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา กลิ่นหอมฉุยของเนื้อผัดก็ลอยออกมาจากลานบ้านตระกูลเฉิน
