ยามดึกสงัด
เมื่อทั้งเมืองจมสู่ห้วงนิทรา
คฤหาสน์แห่งหนึ่งนอกเมืองกลับสว่างไสวด้วยแสงไฟ รถจี๊ปสีดำหลายคันแล่นมาตามถนนคดเคี้ยว มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ลึกลับแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
จ้าวเหย่เพิ่งผลักประตูรถ
เท้ายังไม่ทันแตะพื้น ก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งกอดแฟ้มเอกสารรีบสาวเท้าเข้ามาหา
เธอสวมแว่นกรอบทองบาง ใบหน้าแฝงไว้ซึ่งความเคร่งเครียดจนยากปิดบัง เอ่ยขึ้นว่า
“หัวหน้าจ้าว มาได้เสียทีคะ!”
จ้าวเหย่ปิดประตูรถพลางกวาดตามองรถที่จอดแน่นขนัดอยู่รอบนอกคฤหาสน์ คิ้วขมวดเป็นปม
รถเยอะขนาดนี้
ดูท่าอุบัติเหตุครั้งนี้จะหนักหนากว่าที่เขาคาดไว้มาก
“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” จ้าวเหย่ถาม
สาวแว่นทองส่ายหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำลงหลายส่วน
“แนวโน้มไม่ค่อยดีนัก หัวหน้าหน่วยตอนนี้ยุ่งจนหัวหมุนอยู่ข้างในแล้วค่ะ รีบเข้าไปเถอะ เขารอคุณอยู่ตลอดเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวเหย่ก็เข้าใจสถานการณ์ดี
ไม่ถามอะไรอีก โบกมือนำทีมเบื้องหลังก้าวฉับเข้สู่คฤหาสน์
......
ภายในคฤหาสน์
ยามนี้ผู้คนเดินสวนกันไปมาขวักไขว่
นอกจากเสมียนที่กอดแฟ้มเดินหน้าตาตึงแล้ว ยังมีคนในวงการต่อสู้อีกไม่น้อยซึ่งมาจากหน่วยรบพิเศษเช่นเดียวกับทีมของจ้าวเหย่
จ้าวเหย่ไม่มีเวลาทักทายคนรู้จัก เดินขึ้นชั้นสองคนเดียว
ในเวลานี้
ห้องประชุมโถงใหญ่บนชั้นสองกำลังระเบิดเสียงโต้เถียงอย่างดุเดือด
“ทางใต้ของเมืองตายไปหลายสิบคน หลายสิบคนนะ! นั่นคือชีวิตที่มีเลือดเนื้อมีชีวิตจิตใจทั้งนั้น! ผอ.เจิ้ง คุณจะให้ผมปิดยังไง จะรายงานเบื้องบนยังไง ในเมื่อคุณให้ผมเก็บกวาดเรื่องเละเทะเนี่ย!”
