เธอยืนดูภาพนั้นอยู่ตรงนั้นประมาณสองนาที
มีคนเดินเข้ามาข้าง ๆ เป็นชายวัยสามสิบต้น ๆ สวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเทาอ่อน แขนเสื้อพับขึ้นอย่างลวก ๆ ถึงท่อนแขน ผมยาวเล็กน้อย รวบเป็นจุกเล็ก ๆ ไว้ด้านหลังศีรษะ
เขาถือแก้วน้ำอยู่ในมือ พอเห็นหลี่เมิ่งกำลังดูภาพนั้นก็ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
“ชอบภาพนี้เหรอ”
หลี่เมิ่งเอียงหน้าไปมองเขาแวบหนึ่ง “อืม บอกไม่ถูกเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามองแล้วสบายตาดี”
“ความรู้สึกคุณแม่นะ” เขายิ้ม “นี่เป็นภาพที่ผมชอบที่สุดในงานวันนี้ ชื่อ ‘แสงอรุณปลายฤดูร้อน’ เป็นภาพทะเลตอนตีสี่”
“คุณวาดเองเหรอ”
“ใช่” เขายื่นมือออกมา “เฉิงอี้ไป่ เป็นจิตรกรครับ”
หลี่เมิ่งจับมือเขา “หลี่เมิ่ง มาดูภาพค่ะ”
“คุณทำงานเกี่ยวกับศิลปะเหรอ” เขาถาม
“เปล่าค่ะ เป็นแค่คนรักศิลปะทั่วไป เพื่อนพามาดู”
“ถ้าอย่างนั้น นี่คงเป็นครั้งแรกที่คุณมาแกลเลอรี แล้วคุณยังยืนดูภาพนี้อย่างตั้งใจตั้งสองนาที เก่งกว่าหลายคนที่มาแค่ถ่ายรูปอีกนะ”
หลี่เมิ่งหัวเราะเพราะคำพูดของเขา “อาจเป็นเพราะฉันตื้นเขินมั้งคะ เห็นภาพสวย ๆ ก็เลยดูนานหน่อย”
เฉิงอี้ไป่หัวเราะตาม เขามองเธออีกครั้ง แล้วชี้ไปยังภาพอีกใบตรงมุมห้อง “ภาพนั้นคุณดูหรือยังครับ เป็นงานของผมเหมือนกัน สีสันตรงข้ามกับภาพนี้พอดี”
หลี่เมิ่งเดินไปตามทิศที่เขาชี้ ภาพนั้นเป็นภาพนามธรรมโทนอบอุ่น สีส้มเหลืองกับสีดินแดงซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ให้อารมณ์แตกต่างจากภาพสีเทาน้ำเงินเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
ทั้งสองยืนคุยกันอยู่หน้าภาพนั้นพักหนึ่ง เฉิงอี้ไป่พูดช้ามาก ราวกับคิดให้ดีก่อนค่อยพูดออกมา แต่แววตาตอนพูดกลับแน่วแน่และเปล่งประกาย
