หลังจากกล่าวลาหลิวกว้านฉวิน ทั้งสี่คนก็เดินทางไปยังโรงอิฐนอกตัวอำเภอ โดยมีหวังเหล่ยเป็นคนนำทางไปพบเพื่อนของหวังฝูโฮ่ว
สวี กั๋วจวินจ่ายเงินมัดจำอย่างไม่อิดออด อิฐ 40,000 ก้อน ก้อนละ 4 เฟิน รวมเป็นเงิน 1,600 หยวน กระเบื้องมุงหลังคา 3,000 แผ่น แผ่นละ 1 เหมา 2 เฟิน รวมเป็นเงิน 360 หยวน
ตอนนี้ยังไม่มีสินค้า สวี กั๋วจวินจึงจ่ายแค่เงินมัดจำ 500 หยวน พอถึงฤดูใบไม้ผลิ โรงอิฐเปิดเตาเผาเมื่อไร ก็นำใบรับของมารับอิฐได้ แล้วค่อยจ่ายเงินส่วนที่เหลือไปพร้อมกัน
ส่วนค่าขนส่งค่อยคิดกันทีหลัง สวี กั๋วจวินจะหาคนมาขนเองก็ได้ หรือจะใช้ทีมขนส่งของโรงอิฐก็ได้ เรื่องพวกนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง
ทั้งสี่คนออกจากโรงอิฐแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปเสี่ยวตงโกว ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้ว หากอยากกลับถึงบ้านก่อนฟ้ามืดก็ต้องเร่งฝีเท้าหน่อย
เมื่อทั้งสี่คนมาถึงเสี่ยวตงโกว หวังฝูโฮ่วก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นธรรมดา อย่างไรเสียพี่ชายทั้งสองคนของสวี กั๋วจวินก็อยู่ด้วย
ท่าทีของหวังฝูโฮ่วทำให้พี่น้องสวี กั๋วเฟิงกับสวี กั๋วผิงรู้สึกเกรงใจจนทำตัวไม่ถูก ตอนตระกูลสวีแต่งหวังฉิงเข้าบ้านก็ไม่ได้เสียเงินมากนัก พูดให้ชัดคือ ข้าวของส่วนใหญ่ในบ้านสวี กั๋วจวินก็เป็นสินเดิมที่หวังฝูโฮ่วยกให้
ในยุคนี้ เรื่องแบบนี้ถือว่าเสียหน้าอยู่ไม่น้อย คนตระกูลสวีจึงรู้สึกผิดต่อตระกูลหวังอยู่ในใจ
พอเป็นแบบนี้ พี่น้องสวี กั๋วเฟิงกับสวี กั๋วผิงจึงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเวลาอยู่ต่อหน้าหวังฝูโฮ่ว
สวี กั๋วจวินไม่สนใจเรื่องนั้น เขาตื่นแต่เช้าตรู่แล้ววุ่นวายมาทั้งวัน ทั้งหนาวทั้งเหนื่อย พอถึงบ้านก็ถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งบนเตียงเตา
