ไก่ฟ้าจีน หรืออีกชื่อหนึ่งคือไก่ฟ้าหางลาย เป็นสัตว์ป่าหายากที่อาศัยอยู่ตามป่าเขา รูปร่างคล้ายนกพิราบ กรงเล็บมีเกล็ดปกคลุม ดูคล้ายกรงเล็บมังกร
ในสมัยก่อนมันเป็นของบรรณาการถวายราชสำนัก มีคำกล่าวว่า “เนื้อมังกรบนฟ้า เนื้อลาบนดิน”
หมู่บ้านหยางซู่โกวที่สวี กั๋วจวินอาศัยอยู่ ตั้งอยู่ในอำเภอหลินไห่ มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณเชิงเขาด้านตะวันออกของสันเขาจางกว่างไฉ ที่นี่มีเจ้านกชนิดนี้อยู่ไม่น้อยจริง ๆ
เพราะในสมัยราชวงศ์ชิง พื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งจับนกบรรณาการสำคัญ
ส่วนวิธีที่สวี กั๋วจวินพอนึกออกในตอนนี้ ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น
ถึงอย่างไรเจ้านี่ก็ตัวเล็ก ไม่มีพิษสงอะไร แถมราคายังดี สำหรับสวี กั๋วจวินในตอนนี้แล้ว ถือเป็นเหยื่อที่เหมาะที่สุด
หวังฉิงที่นอนอยู่บนเตียงเตาดินได้ยินสวี กั๋วจวินบอกว่าจะหาเงิน ก็หันมามองทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย แต่พอนึกถึงคำว่า “กลางดึก” ขึ้นมาได้ ก็โกรธจนแทบระเบิด!
“สวี กั๋วจวิน กลางค่ำกลางคืนไม่ยอมนอน ยังจะบอกว่าจะเข้าป่าไปจับไก่ฟ้าจีนหาเงินอีก นายไปเผากระดาษเงินกระดาษทองหลอกผีอยู่หรือไง!
“ฉันบอกไว้เลยนะ นายจะดื่มเหล้าหรือเล่นพนัน ฉันทนได้ แต่ถ้านายกล้าแอบไปมีชู้ล่ะก็ ฉันอยู่กับนายต่อไปแม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้แล้ว!”
สวี กั๋วจวินทำหน้าเหวอ ในใจของเธอ เขาเป็นคนประเภทชอบนอกใจไปแล้วหรือไง?
แต่พอนึกได้ว่าภรรยากำลังตั้งครรภ์ คนท้องเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวมาก
ยิ่งกลางวันเขายังดื่มเหล้าเล่นพนัน ไม่สนใจอะไรเลย พอตกกลางคืนกลับมาจับนกกระจอกบ้านให้ลูก แล้วยังพูดว่าจะหาเงินอีก การเปลี่ยนแปลงมากมายในเวลาอันสั้นแบบนี้ ใครเจอก็คงอดคิดมากไม่ได้
สวี กั๋วจวินจึงเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอธิบายอย่างอดทนว่า “อะไรของเธอ เรื่องนอกใจอะไรกัน! เราอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือไง!”
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ตอนดื่มเหล้าวันนี้ ฉันได้ยินพวกเขาพูดกันว่าทางการกำลังปราบปรามเรื่องมีลูกเกินกำหนดอย่างเข้มงวด ค่าปรับก็ขึ้นแล้ว ถ้าถึงตอนนั้นไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ลูกก็จะไม่มีเสบียง แถมยังขึ้นทะเบียนบ้านไม่ได้ ต่อไปก็เข้าโรงเรียนไม่ได้ด้วย!
“ฉันก็เลยคิดว่าจะหาเงินให้ได้มากหน่อย อย่างน้อยก็เอาไปจ่ายค่าปรับ ยังไงลูกก็ต้องมีทะเบียนบ้าน!”
พอหวังฉิงได้ยินเช่นนั้น ความโกรธในใจก็คลายลงไปไม่น้อย ช่วงหลายปีมานี้ทางการประชาสัมพันธ์นโยบายเรื่องการมีลูกเกินกำหนดอยู่บ่อยครั้ง ถึงจะอยู่ชนบท แต่เธอก็รู้เรื่องนโยบายที่เกี่ยวข้องอยู่บ้าง
อดไม่ได้ที่จะมีเงาหม่นหมองปรากฏบนใบหน้า
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังสงสัยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสวี กั๋วจวินอยู่ดี
“แล้วไก่ฟ้าจีนจะขายได้สักกี่บาทกันเชียว อีกอย่าง นายมีฝีมือขนาดนั้นจริงหรือ? อย่าว่าแต่จับเลย แค่หาเจอได้ฉันก็ถือว่านายเก่งแล้ว!”
สวี กั๋วจวินหันหน้าหนีอย่างจนใจ ก่อนก้มหน้าทำงานแกะขนนกกระจอกบ้านต่อ แล้วอธิบายให้หวังฉิงฟังอีกครั้ง “เคยได้ยินคำว่าเนื้อมังกรบนฟ้า เนื้อลาบนดินไหม? เนื้อมังกรที่ว่าก็คือไก่ฟ้าจีนนี่แหละ แถวบ้านเราอาจไม่ค่อยมีราคา แต่ในเมือง คนทั่วไปอยากกินยังหากินไม่ได้เลย”
“อย่าเห็นว่ามันตัวไม่ใหญ่ คนในเมืองเขาเอาไก่ฟ้าจีนไปตุ๋นน้ำแกงกันนะ อร่อยอย่าบอกใคร ร้านอาหารยังถือเป็นของหายากเลย”
หวังฉิงเป็นสาวชนบทที่โตมาจนป่านนี้ยังแทบไม่เคยเข้าเมือง จะไปรู้เรื่องในเมืองได้อย่างไร แต่พอสวี กั๋วจวินบอกว่าเจ้านี่มีราคา เธอก็เชื่ออยู่บ้าง
ถึงอย่างไรสวี กั๋วจวินกับพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของเขาได้เงินจากการพนันเมื่อไรก็ต้องพากันไปร้านอาหารทุกที
แต่พอคิดว่าตอนกลางคืนในป่าเขาไม่ปลอดภัย หวังฉิงก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้
“ไปตอนกลางวันไม่ได้หรือ? กลางคืนมืดตึดตื๋อ นายจะมองเห็นได้ยังไงว่าไก่ฟ้าจีนอยู่ตรงไหน”
สวี กั๋วจวินส่ายหน้า “กลางวันไม่ได้ กลางวันไก่ฟ้าจีนออกมาหากิน ระวังตัวมาก คนยังไม่ทันเข้าใกล้มันก็หนีบินไปแล้ว ตอนกลางคืนอากาศหนาว แถมมืดด้วย สายตาของไก่ฟ้าจีนก็ไม่ดี พอมันมุดเข้าไปในกองหิมะก็จะอยู่นิ่ง ๆ ช่วงก่อนฟ้าสางนี่แหละเป็นเวลาที่จับได้ง่ายที่สุด”
ถึงหวังฉิงจะเป็นคนบนเขา แต่ครอบครัวของเธอทำไร่ทำนามาหลายชั่วคน จึงไม่รู้เรื่องเจ้านกชนิดนี้จริง ๆ เธอเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ
สวี กั๋วจวินเร่งมือ แกะขนนกกระจอกบ้านที่เหลืออีกไม่กี่ตัวจนเสร็จ แล้วเช็ดมือก่อนลุกขึ้นบอกว่า “เธอกับลูกกินกันไปก่อน ฉันจะไปบ้านพี่ใหญ่ เดี๋ยวพวกเขาก็เข้านอนกันแล้ว”
หวังฉิงรับคำสั้น ๆ ถือว่าตกลง สวี กั๋วจวินจึงเดินออกจากห้องไป
ครอบครัวของสวี กั๋วจวินมีพี่น้องผู้ชายสามคน ทั้งหมดอยู่ในหมู่บ้านนี้ ยังมีพี่สาวคนโตอีกคนแต่งงานไปอยู่บนเขา
ส่วนพ่อแม่ของเขาก็อาศัยอยู่กับครอบครัวของพี่ชายคนโต
ตามปกติแล้ว ในยุคนั้นพ่อแม่มักจะไปอยู่กับลูกชายคนเล็ก แต่พ่อแม่ของสวี กั๋วจวินระบบทางเดินอาหารไม่ค่อยดี กลัวว่าถ้าอยู่กับเขาแล้วจะทนกินลมหนาวไม่ได้ จึงเลือกไปอยู่กับครอบครัวพี่ชายคนโตแทน
ถึงอย่างนั้น ทั้งพ่อแม่และครอบครัวพี่ชายคนโตก็ช่วยดูแลสวี กั๋วจวินไม่น้อย โดยเฉพาะหลังจากที่เขาเข้าป่าไปในชาติก่อน พวกเขาก็ช่วยหวังฉิงทำไร่ทำนาอยู่เสมอ
บ้านของสวี กั๋วจวินสร้างอย่างเร่งรีบ ตอนนั้นไม่ได้เลือกที่ปลูกบ้านให้ดีนัก บ้านจึงตั้งอยู่สุดขอบด้านตะวันตกของหมู่บ้าน
ส่วนพี่ชายคนโตกับพ่อแม่อาศัยอยู่ในบ้านเก่าของหมู่บ้าน
สวี กั๋วจวินมาถึงบ้านเก่า เห็นแสงไฟยังสว่างอยู่ในบ้าน ไฟนั้นเป็นหลอดไฟฟ้า แค่ดูจากจุดนี้ก็รู้แล้วว่าฐานะทางบ้านของพี่ชายดีกว่าของเขาอยู่บ้าง
“พี่ใหญ่ นอนหรือยัง?”
สวี กั๋วจวินไม่ได้เข้าไปในบ้าน แต่ยืนเรียกอยู่ในลานบ้าน
ไม่นานนัก ชายชาวตะวันออกเฉียงเหนือวัยไม่ถึง 30 ปีก็เดินออกมา เขาคือสวี กั๋วเฟิง พี่ชายคนโตนั่นเอง
สวี กั๋วเฟิงตัวเตี้ยกว่าสวี กั๋วจวินเล็กน้อย แต่ในยุคนี้ก็ถือว่าตัวสูงแล้ว อีกทั้งทำงานไร่ทำนามาตลอด จึงดูแข็งแรงบึกบึนกว่าสวี กั๋วจวินมาก
“น้องสามมาแล้ว ทำไมไม่เข้าบ้านล่ะ?”
สวี กั๋วจวินโบกมือ แล้วบอกจุดประสงค์ตรง ๆ “พี่ใหญ่ ที่บ้านยังมีลวดกับลวดเบอร์แปดไหม เอามาให้ผมหน่อย”
สวี กั๋วเฟิงเป็นคนสุขุมและพูดน้อย เขาไม่ได้ถามว่าสวี กั๋วจวินจะเอาไปทำอะไร แต่เดินเข้าไปในห้องเก็บของ ค้นหาจนเจอลวดเส้นเล็กมัดหนึ่งกับลวดเบอร์แปดยาวราว 2 เมตร
เขาส่งของให้สวี กั๋วจวิน “แค่นี้พอไหม? ถ้าไม่พอก็ไปหาพี่รองดู สองสามวันก่อนเขาเก็บลวดเบอร์แปดไปหมดแล้ว”
สวี กั๋วจวินจะเอาลวดเบอร์แปดกับลวดเส้นเล็กไปถักเป็นตาข่ายดักสัตว์ วัสดุเท่านี้เหลือเฟือแล้ว
“พอแล้ว ๆ งั้นผมกลับก่อนนะ”
สวี กั๋วจวินหันหลังจะเดินกลับ แต่พี่ชายเรียกไว้ก่อน
“น้องสาม วันนี้นายมีเรื่องกับหลิวเฉิงจื่อหรือ?”
หลิวเฉิงจื่อเป็นเพื่อนเล่นไพ่ของสวี กั๋วจวิน คนที่ทะเลาะกับเขาวันนี้ และยังเป็นคนแจ้งเรื่องที่เขามีลูกเกินกำหนดด้วย
ในหมู่บ้านไม่มีเรื่องใหญ่ให้พูดถึง เรื่องที่ทั้งคู่ทะเลาะกันตอนกลางวันจึงแพร่ไปทั่วแล้ว
“อืม” สวี กั๋วจวินรับคำ เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้หรอก
“ระวังตัวไว้หน่อยนะ หมอนั่นใจแคบ ระวังวันไหนมันจะแอบเอาไม้ฟาดนายจากข้างหลัง”
คนในหมู่บ้านต่างรู้ว่าหลิวเฉิงจื่อมีนิสัยอย่างไร สวี กั๋วเฟิงจึงเตือนน้องชายไว้ กลัวว่าเขาจะเสียเปรียบ!
“รู้แล้วพี่ใหญ่ รีบกลับเข้าไปเถอะ”
สวี กั๋วจวินไม่ได้พูดอะไรต่อ เขากลับมาเกิดใหม่และเปลี่ยนไปมาก กลัวว่าคนในครอบครัวจะปรับตัวไม่ทัน
กลับถึงบ้าน สวี กั๋วจวินก็เริ่มลงมือทำงาน เขาใช้ลวดเบอร์แปดสองเส้นพันเป็นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นใช้ลวดเส้นเล็กถักเป็นตาข่ายทรงป่องไว้ด้านบน
สุดท้ายก็หาท่อนไม้ยาวราว 2 เมตรมาอีกท่อน เท่านี้อุปกรณ์จับไก่ฟ้าจีนก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ระหว่างที่สวี กั๋วจวินทำงาน หวังฉิงกับลูกก็นั่งมองอยู่ข้าง ๆ ไม่มีใครเข้าไปรบกวน
เมื่อสวี กั๋วจวินทำเสร็จ หวังฉิงถึงค่อยถามอย่างไม่แน่ใจว่า “ของนี่ใช้ได้จริงหรือ?”
สวี กั๋วจวินยิ้มอย่างภูมิใจ “ได้สิ คอยดูให้ดีเถอะ พรุ่งนี้จับไก่ฟ้าจีนได้แล้ว ฉันจะเอาลงเขาไปขายเงิน ตอนนี้รีบนอนกันได้แล้ว!”
