สวี กั๋วเฟิงกับสวี กั๋วผิงเองก็เริ่มรู้ตัวแล้วเหมือนกัน นี่มันปล้นกันชัด ๆ!
แม้พี่น้องทั้งคู่จะไม่ค่อยได้ออกจากหมู่บ้าน แต่ก็เคยได้ยินมาว่า สองปีมานี้พวกปัญญาชนหนุ่มสาวที่ถูกส่งไปชนบทพากันกลับเข้าเมือง
ในเมืองจึงมีวัยรุ่นว่างงานเพิ่มขึ้นไม่น้อย พวกนี้ไม่มีอะไรทำกันทั้งวัน เลยเริ่มจับกลุ่มเป็นแก๊งเล็ก ๆ
เรื่องทะเลาะวิวาทและก่อความวุ่นวายเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ไม่คิดเลยว่าวันนี้พวกเขาจะมาเจอเข้ากับตัว
สวี กั๋วผิงหัวไว รู้ว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของคนกลุ่มนี้เป็นเรื่องแต่ง เป้าหมายที่แท้จริงคือการปล้นเงิน
เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “พวกแก...พวกแกกำลังปล้นกันอยู่! ถ้ากล้าทำอะไรฉัน ข้างนอกมีตำรวจอยู่ ถ้า...ถึงตอนนั้นพวกแกก็หนีไม่รอดเหมือนกัน”
หัวหน้าแก๊งยกมือขึ้น ทำท่าจะตบหน้าสวี กั๋วผิง
สวี กั๋วผิงหดตัวถอยไปตามสัญชาตญาณ ชายหนุ่มจึงตบไม่โดน แต่ด้านหลังเป็นกำแพงแล้ว จะถอยไปไหนได้อีก?
ชายหนุ่มหัวล้านเงาวับก้าวมาข้างหน้า ชี้นิ้วใส่จมูกสวี กั๋วผิงแล้วพูดว่า
“แจ้งตำรวจแล้วจะทำอะไรได้วะ? คนอย่างพวกเราใช่พวกที่แกจะหาเรื่องได้หรือไง? เชื่อไหม วันนี้ถึงฉันจะแทงแกตาย ฉันก็ไม่เป็นไรหรอก”
น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูเย็นชา ข่มขวัญคนได้ไม่น้อย
แต่เขากลับไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้ตัวเองยืนแยกออกมาจากลูกน้องด้านหลัง และอยู่ในแนวเดียวกับสวี กั๋วจวิน
สวี กั๋วจวินที่เดิมยืนก้มหน้าอยู่พลิกข้อมือ มีดพร้าปลายงอนในแขนเสื้อก็ร่วงลงมาอยู่ในมือ
