คนในศาลเจ้าพากันกรูเข้าไปล้อมทันที
“คุณหมอ ลูกฉันท้องเสีย...”
“คุณหมอ ขาสามีฉันเป็นหนอง...”
“คุณหมอ ฉันปวดหัว...”
ท่านลุงโจวโบกมือ ก่อนหยิบเบาะผ้าเก่า ๆ จากหีบยาไปวางบนโต๊ะบูชา
“มาทีละคน อย่าเพิ่งรีบร้อน ตรวจได้หมดทุกคน” เขาบอก
หลินซุ่ยยืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง มองท่านลุงโจวตรวจรักษาคนไข้
ชายชราอายุหกสิบกว่า ผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยลึก แต่ดวงตากลับสดใส สวมเสื้อคลุมยาวสีซีดจากการซัก สะพายหีบยาไม้เก่าใบหนึ่ง มุมหีบสึกจนมน
เขาตรวจโรคได้รวดเร็ว จับชีพจร ดูฝ้าบนลิ้น ถามไม่กี่คำ จากนั้นก็หยิบสมุนไพรจากหีบยา ห่อด้วยกระดาษแล้วยื่นให้คนไข้
“ยานี้เอาไปต้มกับน้ำ แบ่งดื่มสองครั้ง” เขาบอกหญิงที่อุ้มเด็กอยู่ “ถ้าลูกยังท้องเสียก็มาหาฉันอีก”
หญิงคนนั้นขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจากไป ทิ้งข้าวกล้องไว้กำมือหนึ่ง
ท่านลุงโจวเก็บข้าวกล้องลงในถุงผ้าข้างหีบยา แล้วตรวจคนถัดไปต่อ
หลินซุ่ยมองอยู่ราวครึ่งชั่วยาม จึงแน่ใจว่าชายชราคนนี้เป็นหมอจริง ไม่ใช่พวกต้มตุ๋น
เธอเดินเข้าไปหา รอจนท่านลุงโจวตรวจคนไข้เสร็จจึงเอ่ยปาก
“ท่านลุงโจว” เธอพูดเสียงเบา “ช่วยดูอาการน้องชายฉันหน่อยได้ไหม เขามีไข้ทั้งคืน เพิ่งจะลดเมื่อครู่นี้เอง”
ท่านลุงโจวเงยหน้ามองเธอ แล้วมองหลินเอ้อที่อยู่ข้างหลัง กับหลินเหมี่ยวที่พิงกำแพงอยู่
“อุ้มเข้ามา” เขาบอก
หลินซุ่ยอุ้มหลินเหมี่ยวเข้ามา วางเขาลงบนพื้นหน้าโต๊ะบูชา ท่านลุงโจวย่อตัวลงจับชีพจรเด็กชาย แล้วตรวจฝ้าบนลิ้นของเขา
“ถูกลมหนาวเข้า แถมยังขาดสารอาหาร” ท่านลุงโจวกล่าว “ไข้ลดแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ต้องบำรุงให้ดี เด็กคนนี้ผอมจนเหลือแต่กระดูก ถ้าปล่อยไว้อีก โรคเล็ก ๆ ก็อาจกลายเป็นโรคหนักได้”
“ฉันรู้” หลินซุ่ยตอบ “ระหว่างทางไม่มีอะไรให้กินเลย”
ท่านลุงโจวหยิบสมุนไพรออกมาสองสามอย่างจากหีบยา แล้วห่อด้วยกระดาษ
“สมุนไพรพวกนี้หาเก็บได้ข้างทาง” เขาบอก “ไฉหู ป่านหลันเกิน กับดอกสายน้ำผึ้ง เอาไปต้มดื่มวันละสองครั้ง แล้วหาอะไรให้เด็กกินบ้าง น้ำข้าวหรือแป้งกวนก็ได้ อย่าปล่อยให้อด”
หลินซุ่ยรับห่อยามา แล้วหยิบถุงผ้าใบเล็กจากด้านหลัง ในนั้นมีข้าวฟ่างอยู่ครึ่งถุง เป็นส่วนหนึ่งจากข้าวฟ่างยี่สิบชั่งที่เก็บมาได้
“ท่านลุงโจว นี่เป็นค่ารักษา”
พอเห็นข้าวฟ่าง ดวงตาท่านลุงโจวก็เป็นประกาย เขารับมา ชั่งน้ำหนักดู แล้วมองหลินซุ่ย
“แม่หนู ข้าวฟ่างครึ่งถุงนี้พอให้คนแก่อย่างฉันกินได้ครึ่งเดือนเลยนะ ไปเอามาจากไหนหรือ”
“เก็บได้ระหว่างทาง” หลินซุ่ยตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “พวกโจรปล้นคนอื่นมา แล้วเอาไปไม่ทัน”
ท่านลุงโจวมองเธอแวบหนึ่ง ไม่ได้ถามต่อ เขาเก็บข้าวฟ่างลงในถุงผ้าแล้วถอนหายใจ
“ยุคนี้ข้าวฟ่างมีค่าดั่งทอง” เขาบอก “ฉันเดินทางมาครึ่งเดือน ยังแทบไม่เห็นข้าวสักเม็ด”
นิ้วมือของหลินซุ่ยกำชายเสื้อแน่น
“ท่านลุงโจวเดินทางคนเดียวหรือ”
“อืม” ท่านลุงโจวเก็บหีบยาไปพลางตอบ “ภรรยาฉันตายระหว่างทางเมื่อเดือนก่อน ส่วนลูก ๆ อยู่ทางใต้ ฉันกำลังจะไปหาพวกเขา”
“ทางใต้หรือ” หลินซุ่ยถาม “ท่านรู้ทางไปทางใต้ไหม”
“รู้” ท่านลุงโจวตอบ “แต่ไปตามถนนหลวงไม่ได้ ทางใต้กำลังรบกัน ทหารญี่ปุ่นกับกองทัพรัฐบาลผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่แถบนั้น ต้องเดินทางภูเขาอ้อมไป แม้จะต้องเดินเพิ่มอีกเจ็ดแปดวัน แต่ปลอดภัยกว่า”
หลินซุ่ยมองหลินเอ้อ เด็กหญิงวัยแปดขวบกำลังมองท่านลุงโจวอย่างหวาด ๆ แล้วมองหลินเหมี่ยว เด็กชายวัยห้าขวบที่พิงกำแพงอยู่ ใบหน้ายังซีดเล็กน้อย
เด็กสามคนไร้ผู้ใหญ่ดูแล ย่อมตกเป็นเป้าของคนไม่ดีได้ง่าย
“ท่านลุงโจว” หลินซุ่ยเอ่ย “พวกเราสามพี่น้องก็จะไปทางใต้เหมือนกัน พวกเราไม่รู้ทาง ท่านช่วยพาพวกเราไปด้วยได้ไหม พวกเราจะหาอาหารให้ท่านเอง”
ท่านลุงโจวกวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ฉันจะพาพวกเธอไปด้วยเพราะอะไร? เด็กสามคน ถ้าป่วยระหว่างทางใครจะดูแล? ถ้าเดินไม่ไหวใครจะแบก? ถ้าเกิดเรื่องขึ้นใครจะรับผิดชอบ?”
หลินซุ่ยตอบทีละข้อ “น้องชายกับน้องสาวเดินเองได้ ถ้าเดินไม่ไหวฉันจะแบกเอง ถ้าป่วยก็มีท่านดูแล ถ้าเกิดเรื่อง ฉันรับผิดชอบเอง”
ท่านลุงโจวมองเธออยู่นาน “...ก็ได้ เดินทางด้วยกันก่อนวันหนึ่ง ถ้าเดินไม่ไหว ฉันไม่รอนะ”
“เดินไหวค่ะ” หลินซุ่ยตอบ “พวกเราเดินไหว”
ท่านลุงโจวพยักหน้า เริ่มเก็บหีบยา
“พรุ่งนี้เช้าออกเดินทาง คืนนี้พวกเธอนอนเบียดกับฉัน อย่าวิ่งซนไปไหน”
“ค่ะ” หลินซุ่ยอุ้มหลินเหมี่ยวกลับไปที่มุมกำแพง หลินเอ้อรีบปูผ้าห่มเก่า ๆ
ท่านลุงโจวเดินเข้ามา หยิบห่อยากระดาษใบเล็กจากหีบยาแล้วยื่นให้หลินซุ่ย
“นี่เป็นยาลดไข้ ถ้าเด็กกลับมามีไข้อีก ก็ละลายกับน้ำอุ่นให้ดื่ม อย่าใช้เปลือง มีแค่ห่อนี้ห่อเดียว”
“ขอบคุณค่ะท่านลุงโจว” หลินซุ่ยรับมา แล้วเก็บใส่อกเสื้ออย่างทะนุถนอม
กลางดึก หลินเหมี่ยวเริ่มมีไข้อีกนิดหน่อย หลินซุ่ยแอบป้อนน้ำพุวิเศษให้เขาสองสามอึก แล้วละลายยาผงที่ท่านลุงโจวให้ไว้กับน้ำ ป้อนให้เขาดื่ม
หลินเอ้อเฝ้าอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดเสียงเบา “พี่ ท่านลุงโจวเป็นคนดีนะ”
“อืม” หลินซุ่ยตอบ “แต่ก็อย่าเล่าทุกเรื่องให้เขาฟัง”
“ฉันรู้” หลินเอ้อพยักหน้า “ความลับของพี่ใหญ่ ฉันไม่บอกใครหรอก”
เช้าตรู่วันต่อมา ฟ้ายังสลัว ท่านลุงโจวก็ลุกขึ้นแล้ว
เขาสะพายหีบยา หยิบข้าวฟ่างจากถุงผ้ามาหนึ่งกำมือ แล้วใช้หม้อเหล็กใบเล็กต้มโจ๊กใส ๆ หม้อหนึ่ง
“มานี่ กินกันก่อน กินเสร็จแล้วค่อยออกเดินทาง”
ทั้งสามคนเดินเข้ามาล้อมวง แต่ละคนดื่มโจ๊กไปคนละชาม หลินเหมี่ยวดื่มไปเกือบครึ่งชาม สีหน้าก็ดูมีเรี่ยวแรงขึ้นไม่น้อย
“ท่านลุงโจว” หลินซุ่ยถามพลางเก็บของ “สมุนไพรที่ท่านพูดถึง หาเก็บได้ระหว่างทางหรือคะ”
“ได้สิ” ท่านลุงโจวตอบ “ไฉหูกับป่านหลันเกินมีอยู่เต็มริมทางภูเขา ทำไมล่ะ อยากเรียนรู้วิธีจำแนกสมุนไพรหรือ”
“ค่ะ” หลินซุ่ยตอบ “ถ้าเรียนรู้ไว้ ระหว่างทางน้อง ๆ ป่วย ฉันก็จะเก็บสมุนไพรเองได้”
ท่านลุงโจวมองเธอแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า
“ได้ ระหว่างทางฉันจะสอนให้ การจำแนกสมุนไพรไม่ยาก ที่ยากคือการเลือกยาให้ตรงกับอาการ แม่หนูคนนี้ฉลาด น่าจะเรียนรู้ได้เร็ว”
ไม่นานพวกเขาก็ออกเดินทาง
ท่านลุงโจวเดินนำหน้า สะพายหีบยา มือถือไม้เท้าทำจากกิ่งไม้ หลินซุ่ยแบกหลินเหมี่ยว จูงมือหลินเอ้อเดินตามหลัง
เดินไปราวหนึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงเชิงเขา ท่านลุงโจวหยุดแล้วชี้ไปยังกอหญ้าข้างทาง
“ดูนี่ นี่คือไฉหู” เขาย่อตัวลง ถอนต้นหนึ่งขึ้นมา “รากมีสีแดง ใบยาว ดมแล้วมีกลิ่นหอม”
หลินซุ่ยรับมา มองดูแล้วดมกลิ่น
เธอเก็บไฉหูใส่อกเสื้อ คิดว่าจะหาโอกาสแอบเอาไปปลูกในมิติของตัวเองดู
ท่านลุงโจวชี้ไปยังกอหญ้าอีกกอ “นี่คือป่านหลันเกิน ใบกลม รากสีเหลือง...”
หลินซุ่ยตั้งใจฟัง จดจำสมุนไพรแต่ละชนิดไว้ในใจ
ท่านลุงโจวสอนไปพลาง ลอบมองเธอไปพลาง เด็กสาวคนนี้ความจำดีเกินคนจริง ๆ แค่พูดครั้งเดียวก็จำได้หมด เขาลูบเครา ไม่ได้พูดอะไร
ทางบนเขาแคบลงเรื่อย ๆ ต้นไม้สองข้างทางก็หนาทึบขึ้น หลินซุ่ยเดินตามหลัง ลูบไฉหูในอกเสื้อ แล้วลูบแหวนที่นิ้วมือ
ดินสีดำในมิติปลูกสมุนไพรได้...
มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบกดรอยยิ้มนั้นลง
