“ไม่ได้เห็นท่านผู้บัญชาการใหญ่ยิ้มมีความสุขแบบนี้มานานแล้ว...”
สาวใช้ที่ถือยาบำรุงแก้เมาค้างอยู่ใต้ระเบียงกระซิบกับหญิงรับใช้สูงวัยข้างกาย
“นั่นสิ... คุณชายใหญ่จากบ้านไปครึ่งปี ในที่สุดก็กลับมาแล้ว...” หญิงรับใช้สูงวัยบุ้ยใบ้ไปทางโถงรับแขก “ดูสิ แม้แต่คุณนายรองยังลงมือจัดอาหารให้ด้วยตัวเองเลย”
ภายในโถงรับแขกสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นเก่ากำลังบรรเลงเพลงฝรั่งที่ไม่มีใครรู้จัก เสียงซ่าของแผ่นเสียงคลอเคล้าเสียงแก้วจานกระทบกันใสกังวาน ทำให้บรรยากาศคึกคักรอบโต๊ะอาหารยิ่งอุ่นหนาแน่น
วันนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่โหลวผานหมางไม่ได้สวมเครื่องแบบทหาร เขาเพียงสวมเสื้อแพรสีเขียวเข้ม กระดุมจีนตรงคอปลดออกเม็ดหนึ่ง เผยให้เห็นลำคอหยาบกร้าน
มือข้างหนึ่งวางอยู่บนขอบโต๊ะ ข้อนิ้วใหญ่โต รอยด้านจากการจับปืนที่ง่ามนิ้วโป้งยังคงเป็นเงาคล้ำใต้แสงไฟ
อีกมือประคองจอกสุรา ไม่รีบร้อนดื่ม เพียงหมุนมันช้า ๆ ระหว่างนิ้ว สายตาจับจ้องโหลวเซียงเฉินที่นั่งฝั่งตรงข้าม ไม่อาจละไปไหนได้
โหลวเซียงเฉินกำลังแหงนหน้าดื่มสุรา
เขาร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างแผ่นหลังกำยำ เมื่อนั่งบนเก้าอี้ขุนนางไม้ฮวาหลี กลับทำให้เก้าอี้ตัวเก่าดูคับแคบลงถนัดตา
เครื่องแบบทหารชุดลำลองตัวใหม่แนบไปกับร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม กระดุมคอเสื้อปลดออกแล้ว แขนเสื้อก็พับขึ้นถึงกลางท่อนแขน เผยผิวสีน้ำผึ้งพร้อมรอยถลอกที่เพิ่งตกสะเก็ดอยู่หลายแห่ง
เขาดื่มสุราราวกับดื่มน้ำ ลูกกระเดือกขยับวูบ จอกครึ่งหนึ่งก็พร่องลง จากนั้นยกหลังมือเช็ดปากอย่างลวก ๆ ก่อนฉีกยิ้ม “สะใจจริง”
“ผอมลงก็คือผอมลง”
เก๋เหม่ยฮุ่ย อนุรอง ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมือ ก่อนคีบขาหมูพะโล้ใส่ชามเขาอีกชิ้น แววตาอ่อนโยนทอดมองใบหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“อยู่ข้างนอกตั้งครึ่งปี ไม่รู้ว่ากินอิ่มหรือเปล่า ดูคางสิ แหลมขึ้นตั้งเยอะ”
น้ำเสียงของนางนุ่มหวานเจือสำเนียงทางใต้ ฟังคล้ายตำหนิ แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยความเอ็นดู
โหลวเซียงเฉินยังไม่ทันตอบ เด็กชายวัยกำลังโตคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ชิงพูดขึ้นก่อน
เหิงเอ๋อร์ หลานชายตัวน้อยของโหลวเซียงเฉิน อายุเพิ่งย่างแปดขวบ ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากแดงฟันขาว ทว่ากลับเลียนแบบท่าทางผู้ใหญ่ด้วยการกอดอก แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “คุณนายรองพูดผิดแล้วครับ ผมว่าคุณอาแข็งแรงกว่าก่อนออกเดินทางเสียอีก”
โต๊ะอาหารเงียบไปชั่วขณะ ก่อนท่านผู้บัญชาการใหญ่จะหัวเราะลั่น “ฮ่า” มือใหญ่ราวพัดตบโต๊ะเบา ๆ หนึ่งที “เด็กดี ตาถึงนี่”
เก๋เหม่ยฮุ่ยก็ยกมือปิดปากหัวเราะ ใช้ปลายนิ้วชี้หน้าผากเหิงเอ๋อร์เบา ๆ “มีแต่เธอนี่แหละที่พูดจาหวานหู”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะทั่วโถง โหลวเซียงเฉินก็ยกมุมปากตามไปด้วย ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
เขารินสุราให้ตัวเองเต็มจอกอีกครั้ง นิ้วเคาะขอบโต๊ะสองทีโดยไม่รู้ตัว สายตากวาดมองรอบโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด “เธออยู่ไหน?”
คำถามนี้ฟังดูไม่มีที่มาที่ไป แต่ทุกคนบนโต๊ะกลับเข้าใจตรงกัน
รอยยิ้มของเก๋เหม่ยฮุ่ยชะงัก ผ้าเช็ดหน้าในมือพับเป็นรอยหนึ่ง “จิงโหรวเลิกเรียนช้าหน่อย ช่วงนี้ทางโรงเรียนสตรีเลิกเรียนเย็นกว่าเดิม เธอก็รู้นี่ นิสัยของจิงโหรว เรื่องเรียนไม่เคยละเลยเลย”
เซิ่งจิงโหรว
ภรรยาของโหลวเซียงเฉิน
บุตรกำพร้าของผู้ช่วยผู้บัญชาการใหญ่เซิ่ง ลูกน้องของท่านผู้บัญชาการใหญ่ ครอบครัวของนางล้วนจากไปหมดแล้ว
หลังจบมัธยมปลาย ท่านผู้บัญชาการใหญ่ก็จัดการให้นางแต่งงานกับโหลวเซียงเฉิน
นับดูแล้ว ทั้งคู่แต่งงานกันยังไม่ถึงสองปี
เดิมทีเขาก็เป็นคนหยาบกระด้าง ความรู้ในท้องมีไม่พอแม้แต่จะฝนหมึกให้เต็มแท่น
ส่วนเซิ่งจิงโหรวเป็นนักเรียนหญิงหัวกะทิ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีสองของมหาวิทยาลัยสตรี พอเอ่ยปากก็มีแต่หลักวิชาเก่าและตำราใหม่ ระหว่างนางกับเขาราวกับมีแม่น้ำกั้นขวางอยู่มากกว่าหนึ่งสาย
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันทีไร ก็มักต่างฝ่ายต่างเงียบ
เก๋เหม่ยฮุ่ยเพิ่งพูดจบ พ่อบ้านใหญ่ฟู่ไห่ก็ก้มตัวเดินเข้ามาจากประตูด้านข้าง
ฝีเท้าของเขาเบา ทั้งยังสวมรองเท้าผ้าพื้นนิ่ม พอเดินมาถึงข้างท่านผู้บัญชาการใหญ่ก็รายงานว่า “ท่านผู้บัญชาการใหญ่ คุณนายรอง คุณผู้หญิงน้อยกับคุณชายถานกลับมาแล้วครับ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ม่านผ้าฝ้ายตรงประตูโถงรับแขกก็ถูกคนจากด้านนอกเลิกขึ้น
คนที่เดินเข้ามาก่อนเป็นชายหนุ่ม อายุราวยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกปี สวมเสื้อคลุมยาวสีเทาอมฟ้า ทับด้วยเสื้อกั๊กผ้าลายสีเดียวกัน รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสุภาพงดงาม การแต่งกายเรียบร้อยไร้ที่ติ
เมื่อเข้าประตูมา เขาก็ก้มศีรษะให้ท่านผู้บัญชาการใหญ่เล็กน้อย แล้วพยักหน้าให้เก๋เหม่ยฮุ่ย ท่าทางสุขุมเป็นธรรมชาติ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกับการเข้าสังคม
คนที่เดินตามเข้ามาคือเซิ่งจิงโหรว
วันนี้นางแต่งกายเรียบง่าย สวมเสื้อคอเฉียงสีขาวนวล จับคู่กับกระโปรงยาวสีเขียวเข้ม ชายกระโปรงไหวเบา ๆ ไปตามจังหวะก้าวเดิน
เส้นผมถูกรวบเป็นมวยหลวม ๆ ไว้ด้านหลังศีรษะ ปักด้วยปิ่นเงิน เส้นผมสั้นสองสามปอยระอยู่ข้างใบหู ยิ่งขับให้ใบหน้านั้นดูผอมบาง
นางก้าวเข้ามาราวกับเดินออกมาจากสายลม กลิ่นอายเย็นบาง ๆ ของค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงติดกายมาด้วย
“คุณพ่อ คุณแม่รอง” เซิ่งจิงโหรวเอ่ยก่อน น้ำเสียงใสละมุน ไม่สูงไม่ต่ำ จากนั้นสายตาจึงเลื่อนไปหยุดที่โหลวเซียงเฉินชั่วครู่ “คุณชายใหญ่”
โหลวเซียงเฉินพยักหน้าเล็กน้อย ถือว่าตอบรับ
เก๋เหม่ยฮุ่ยยิ้มพลางลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะไปครึ่งหนึ่งเพื่อจับมือเซิ่งจิงโหรว “ทำไมกลับดึกอีกแล้วล่ะ? หิวไหม? รีบนั่งสิ ปลาผัดน้ำส้มที่เธอชอบยังเหลือไว้ให้ด้วยนะ”
ขณะพูด นางก็หันไปมองชายหนุ่มในเสื้อคลุมยาว แล้วกล่าวกับโหลวเซียงเฉินว่า “เซียงเฉินคงยังไม่รู้สินะ นี่ถานจงซื่อ ลูกของพี่สาวฉัน ตอนนี้ทำงานเป็นที่ปรึกษาอยู่กระทรวงการต่างประเทศ เพิ่งมาจากเซี่ยงไฮ้เมื่อไม่กี่วันก่อน ยังหาที่พักเหมาะ ๆ ไม่ได้ ฉันเลยให้เขาพักที่จวนผู้บัญชาการไปก่อน ถ้านับตามอายุ เธอต้องเรียกเขาว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องนะ”
คราวนี้โหลวเซียงเฉินจึงหันไปมองอีกฝ่ายอย่างเต็มตา
ถานจงซื่อหันหน้ามาทางเขาพอดี
คิ้วตาของชายคนนั้นงดงามเป็นพิเศษ ความอ่อนโยนเจือความเฉียบคมอยู่หลายส่วน สายตาลุ่มลึก ไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
เขาพยักหน้าเล็กน้อย “คุณชายใหญ่”
โหลวเซียงเฉินพยักหน้าตอบ “พี่ชาย”
คำสองคำหลุดจากปากเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เจือความแข็งกระด้างประหนึ่งโลหะ
เขาไม่ถนัดพูดจาทักทาย และก็ไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้น
ถานจงซื่อกลับดูไม่ใส่ใจ ซ้ำยังยิ้มเล็กน้อย “ได้ยินคุณน้ารองพูดถึงคุณชายใหญ่อยู่บ่อย ๆ ว่าคุณชายใหญ่เป็นยอดฝีมือในการนำทัพ พอได้พบวันนี้ก็สมคำร่ำลือจริง ๆ”
“ชมเกินไปแล้ว” โหลวเซียงเฉินยกจอกสุราขึ้นคารวะอีกฝ่ายลอย ๆ ก่อนเงยหน้าดื่มจนหมด
เซิ่งจิงโหรวถูกเก๋เหม่ยฮุ่ยดึงให้นั่งลงตรงที่นั่งเยื้องกับโหลวเซียงเฉิน นางก้มหน้าปล่อยให้สาวใช้คีบอาหารให้
ถานจงซื่อนั่งลงบนที่ว่างข้างนาง ทั้งคู่เว้นระยะห่างกันหนึ่งเก้าอี้ ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่กลับมีความคุ้นเคยและรู้ใจกันโดยไม่ต้องพูดจาที่คนอื่นแทรกเข้าไปไม่ได้
สายตาของโหลวเซียงเฉินกวาดผ่านทั้งสองคนไปมา ก่อนจะเบือนกลับอย่างรวดเร็ว แล้วดื่มสุราต่อ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
ท่านผู้บัญชาการใหญ่ชวนโหลวเซียงเฉินคุยเรื่องศึกทางเหนือ ส่วนเหิงเอ๋อร์ก็แทรกคำพูดไร้เดียงสาของเด็กเป็นระยะ
เก๋เหม่ยฮุ่ยคอยชวนดื่มและจัดอาหารให้ถานจงซื่อ ขณะที่เขาตอบรับเป็นครั้งคราว วาจาสุภาพ ไม่แย่งซีนใคร ทั้งยังพูดได้ตรงประเด็นทุกคำ
เซิ่งจิงโหรวกินเพียงเล็กน้อย คีบอาหารไม่กี่ครั้งก็วางตะเกียบลง นั่งเงียบอยู่ตรงนั้นมาตลอด
