【ยินดีด้วย ระบบเปิดใช้งานแล้ว】
【โปรดรอสักครู่】
【กำลังผูกมัดระบบ…】
【ความคืบหน้า: 1%】
ดันปลุกพลังโกงขึ้นมาได้จริง ๆ
แจ่มเลย!
มุมปากลู่เซวียนยกขึ้น
“ยิ้มอะไรของแก?”
อีกฝั่ง ลู่เซี่ยงกั๋วยื่นมือมาโบกไปมา “ตกลงจะไปเป็นทหารใช่ไหม?”
“ใครตกลงกัน!”
ลู่เซวียนรีบซ่อนหน้าต่างระบบ แล้วตบพุงตัวเองอีกครั้ง “ตอนนี้ผมหนัก 367 ชั่ง อยากลดให้เหลือน้ำหนักตามเกณฑ์ตรวจร่างกายทหารภายใน 7 วัน มีอยู่สามวิธี”
“สามวิธีอะไร?” ลู่เซี่ยงกั๋วถาม
“ข้อแรก”
ลู่เซวียนชูนิ้วชี้ “เกณฑ์ตรวจทหารกำหนดค่าดัชนีมวลกายต้องไม่น้อยกว่า 17.5 และต่ำกว่า 27 ตอนนี้ผมหนัก 367 ชั่ง ต้องดูดไขมันออก 217 ชั่งถึงจะผ่าน”
“แต่ดูดไขมันครั้งหนึ่งได้มากสุดแค่ไม่กี่กิโลกรัม เพราะงั้นก็ต้องฝ่าฝืนกฎดูดออกทีเดียวให้หมด แต่พ่อก็รู้ใช่ไหม ดูดออกขนาดนั้นผมได้ตายก่อนปู่แน่”
ลู่เซี่ยงกั๋วยืนกอดอกเงียบ ๆ
“ข้อสอง”
ลู่เซวียนชูนิ้วกลาง “จับผมใส่เตาอบแรงดันสูง ย่างไล่น้ำในร่างกายออกให้หมด นึ่งต่อเนื่องสามวัน ถึงตอนนั้นก็ผ่านเกณฑ์แล้ว ผลข้างเคียงคือผมยังตายก่อนปู่อยู่ดี”
เขาชูนิ้วนาง “ข้อสาม…”
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดต่อ”
ลู่เซี่ยงกั๋วถอนหายใจ “ถ้ามองตามหลักวิทยาศาสตร์ แกไม่มีทางผ่านการตรวจร่างกายทหารแน่”
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงอ่อนลง “แต่ก็ปล่อยให้ความปรารถนาของปู่แกไม่เป็นจริงไม่ได้ เอาอย่างนี้…”
“เราโกหกด้วยเจตนาดีกันสักครั้ง”
ลู่เซวียนหรี่ตา “โกหกด้วยเจตนาดี?”
“แกไม่ต้องลดน้ำหนัก พอครบ 7 วันก็ไปตรวจทหารเลย แล้วถ่ายรูปส่งให้ปู่ดูตรงนั้น บอกไปว่าแกผ่านการตรวจแล้ว ยังไงปู่แกก็อยู่โรงพยาบาล ตรวจสอบไม่ได้หรอก”
“เดี๋ยวก่อน”
ลู่เซวียนทำท่าฝ่ามือยูไล “พ่อครับ ปู่ผมป่วย ไม่ได้โง่สักหน่อย แกเป็นหมอทหารเก่า ขั้นตอนตรวจร่างกายของกองทัพแกรู้ดีกว่าใคร น้ำหนักขนาดนี้ผมจะผ่านได้ยังไง?”
“ไม่ต้องห่วง” ลู่เซี่ยงกั๋วใช้นิ้วเคาะโต๊ะ “ถึงตอนนั้นพ่อจะหลอกปู่ว่ามีนโยบายใหม่ เพราะแกมีทักษะทางการแพทย์เป็นทุนเดิม เลยได้เข้าทางรับสมัครพิเศษ รอให้น้ำหนักลดแล้วค่อยไปรายงานตัวที่กองทัพ แบบนี้ก็เป็นการโกหกด้วยเจตนาดี…”
ลู่เซี่ยงกั๋วกางมือ “ปู่แกสบายใจ ส่วนแกก็ไม่ต้องไปเป็นทหาร ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย อีกไม่กี่วันปู่แกก็จะไปสู่สุคติแล้ว ทุกอย่างก็กลับเป็นเหมือนเดิม แกก็กินเล่นเที่ยวเตร่ต่อไป เป็นไง?”
เยี่ยม!
ลู่เซวียนชูนิ้วโป้ง “พ่อครับ พ่อช่างกตัญญูกับพ่อของพ่อเสียจริง”
“เลิกพูดมาก รีบกลับไปเตรียมเอกสารได้แล้ว”
“รับทราบครับ ท่านผู้อำนวยการลู่!”
ลู่เซวียนทำท่าตะเบ๊ะใส่พ่ออย่างทะเล้น ลุกขึ้นยืนแล้วเปิดประตูออกไป
พอแน่ใจว่าเสียงฝีเท้าในทางเดินหายไปแล้ว ลู่เซี่ยงกั๋วจึงลุกขึ้น เดินกลับไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษ
ทันทีที่เข้าห้อง
“พ่อครับ”
ลู่เซี่ยงกั๋วเรียกชายชราบนเตียง “หลานชายพ่อยอมแล้วครับ”
“ดี!”
ลู่ฮั่นเซิงดีดตัวลุกขึ้นนั่งรวดเดียว กระชากเครื่องช่วยหายใจที่ปากออก “ของบ้าอะไรนี่ อึดอัดแทบตาย!”
ฟึ่บ!
เขากระชากผ้าห่มออกอีกที ก่อนกระโดดลงจากเตียง ทำสควอตสามครั้ง แล้ววิดพื้นปรบมือสี่ครั้ง จากนั้นก็ยิ้มกริ่มให้ลู่เซี่ยงกั๋ว “จะจัดการเจ้าเด็กนี่ ต้องใช้วิธีหลอกเท่านั้น คิดจะไม่เป็นทหารเหรอ ฝันไปเถอะ!”
ลู่เซี่ยงกั๋วเดินเข้าไปประคอง “พ่อเบา ๆ หน่อย ถึงจะหลอกก็จริง แต่อาการเก่าพ่อก็เป็นของจริงนะครับ”
“ไม่เป็นไร พ่อรู้ตัวดี”
ลู่ฮั่นเซิงโบกมือ “พ่อจับชีพจรตัวเองแล้ว จัดยาไว้แล้วด้วย ให้คนไปเอายามาแล้ว”
“เป็นยังไงบ้างครับพ่อ รักษาให้ดีขึ้นได้ไหม?” ลู่เซี่ยงกั๋วรีบถาม
ลู่ฮั่นเซิงยิ้มเจื่อน “รักษาให้ดีขึ้นไม่ได้แล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าโรคเก่าได้ยังไง”
“พ่อ…”
“เฮ้อ เซี่ยงกั๋ว ต่อจากนี้ลูกต้องเดินทางของตัวเองแล้ว ดูแลลู่เซวียนให้ดีนะ”
“พ่อครับ พอเถอะครับ” ดวงตาลู่เซี่ยงกั๋วเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“ไม่ต้องเศร้าไป ถึงพ่อจะอยู่เป็นเพื่อนลูกได้อีกแค่ยี่สิบกว่าปี แต่…”
“พ่อครับ เท่าไรนะ?”
“ประเมินแบบเผื่อไว้แล้ว ก็คงเหลืออีกแค่ยี่สิบกว่าปีล่ะมั้ง”
“พ่อครับ ผมเพิ่งนึกได้ว่า…”
ลู่เซี่ยงกั๋วเช็ดน้ำตา “ผมยังมีประชุมสัมมนา ขอไปก่อนนะครับ พ่อพักผ่อนดี ๆ ผมขอตัว”
เอี๊ยด ปัง
ประตูเปิดแล้วปิดลง
ลู่ฮั่นเซิงพึมพำ “ไอ้เด็กเวร พูดว่าจะไปก็ไปเลย”
พูดจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์ข้างตัวขึ้นมา พึมพำกับตัวเองว่า “เบอร์เจ้าเฒ่าหลินอะไรนะ ต้องคุยเรื่องลู่เซวียนกับเขาสักหน่อย…”
เจ็ดวันต่อมา
แผนกตรวจร่างกาย เขตผู้ป่วยที่สองของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
แถวยาวเหยียดจากเคาน์เตอร์ต้อนรับ ผ่านทางเดินไปจนถึงปากทาง
ทุกคนล้วนเป็น ‘ว่าที่ทหารใหม่’ ที่ถือแบบฟอร์มยืนรอตรวจร่างกาย
“เพื่อให้ผ่านการตรวจร่างกาย ฉันกินแต่ของจืด ๆ แล้วก็เข้านอนเร็วตื่นเช้ามาตลอดหนึ่งเดือน”
“แค่นั้นเรียกว่าอะไร ฉันเลิกเรื่องผู้หญิงไปเลย แฟนถึงกับคิดว่าฉันไปผ่าตัดแปลงเพศที่สยามมา”
ทุกคนคุยกันไป พลางขยับตามแถวไปข้างหน้า
ทันใดนั้น จากทางเข้าทางเดินด้านหลังพลันมีเสียงกระแทกกำแพงหนัก ๆ ดังขึ้น
ตึง! ตึง! ตึง!
“ทำไมถึงมารีโนเวตเอาตอนนี้เนี่ย?”
ทุกคนขมวดคิ้วแล้วหันกลับไปมองพร้อมกัน
ตรงทางเข้า ลู่เซวียนที่หนักกว่าสามร้อยชั่งกำลังเดินเข้ามาทีละก้าว
“นี่ไม่ใช่งานก่อสร้าง…”
ว่าที่ทหารใหม่ทั้งหลายอ้าปากค้าง สายตาจับจ้องลู่เซวียนไม่วาง
ลู่เซวียนชินกับการถูกมุงดูแล้ว จึงไม่ใส่ใจสักนิด มือข้างหนึ่งถือแบบฟอร์ม ส่วนอีกข้างยกแป้งทอดไข่ขึ้นยัดเข้าปาก
“พี่ชาย”
ใครคนหนึ่งอดถามไม่ได้ “พี่ก็มาตรวจร่างกายเพื่อสมัครทหารเหรอ?”
“ใช่สิ” ลู่เซวียนเคี้ยวตุ้ย ๆ จนปากมันวาว
อีกฝ่ายประหลาดใจ “แต่ต้องงดอาหารก่อนตรวจเลือดนะ ทำไมพี่ถึงกินแล้วล่ะ?”
“ไม่เป็นไร”
ลู่เซวียนกลืนลงคออย่างยากลำบาก พร้อมปาดซอสที่มุมปากเข้าปาก “ผมมาแต่เช้า ตรวจเลือดเสร็จแล้ว ตอนนี้กินได้”
“แค่นี้อดทนรอหน่อยไม่ได้หรือไง?”
“จะอดทำไมล่ะ ถึงเวลาก็กินสิ”
ลู่เซวียนฟาดแป้งทอดไข่เข้าปากคำใหญ่
เฮ้อ
ชายคนนั้นส่ายหน้า
ว่าที่ทหารใหม่คนอื่น ๆ รอบข้างก็ส่ายหน้า พากันกระซิบกระซาบ
“เหลวไหลชะมัด ไอ้อ้วนยังจะมาตรวจทหารอีกเหรอ? ยังไงก็ไม่ผ่านหรอก!”
“เปลืองทรัพยากรส่วนรวมจริง ๆ!”
“หรือเป็นคนดังในเน็ต? จงใจเรียกร้องความสนใจ บางทีอาจมีพวกเดียวกันแอบถ่ายอยู่ข้าง ๆ ก็ได้”
“เป็นไปได้นะ!”
พูดแล้วหลายคนก็หันมองไปรอบ ๆ หากล้องที่ซ่อนไว้
“ว้าว ดูทางนั้นสิ”
“เจอกล้องแล้วเหรอ?”
“เปล่า ผู้หมวดหญิงคนนั้นต่างหาก”
ทุกคนมองตามไป เห็นผู้หมวดหญิงสวมเสื้อกาวน์สีขาว สวมหมวกลายพรางดิจิทัลสำหรับฝึกทหาร กำลังคุยอยู่กับชายชราผมขาวโพลนในชุดจงซานสีเขียวทหาร
ทุกคนจ้องผู้หมวดหญิงจนลืมลู่เซวียนไปเสียสนิท
“เท่ชะมัด ความสง่างามผ่าเผยของทหารหญิงมาแบบเต็ม ๆ”
“ดูดี ๆ ใต้ตาซ้ายมีไฝน้ำตาด้วยนะ”
“ว้าว จริงด้วย มีเสน่ห์ไปอีกแบบ”
“เช็ดน้ำลายหน่อย จ้องทหารหญิงแบบนั้นเดี๋ยวก็โดนเล่นงานหรอก”
“เห็นใส่เสื้อกาวน์ น่าจะเป็นครูฝึกที่รับผิดชอบตรวจร่างกายทหารใหม่ใช่ไหม?”
“โธ่เอ๊ย มองแล้วชื่นใจจริง ๆ”
ไม่ไกลนัก ผู้หมวดหญิงไม่สนใจสายตาเร่าร้อนของทหารใหม่ ดวงตาของเธอจับจ้องลู่เซวียนอยู่ตลอด
“ให้ตายสิ!”
ผู้หมวดหญิงเบ้ปากไปทางขวา แล้วส่งเสียงฮึดฮัด “หมอนี่ตั้งใจหาเรื่องหรือไง? อ้วนขนาดนั้นยังจะมาเป็นทหารอีก ก่อนมาตรวจไม่อ่านเกณฑ์ตรวจทหารบ้างหรือไง?”
“นั่นสิ”
ชายชราข้างกายขมวดคิ้ว “ไอ้หนุ่มนี่ ฉันว่าอย่างน้อยก็หนักสามร้อยชั่ง มามั่วอะไรอยู่ตรงนี้”
“นั่นแหละค่ะ” ผู้หมวดหญิงย่นปาก “ทำอะไรไร้สาระ!”
“แต่ฉันเห็นเด็กคนนี้แล้วถูกชะตานะ” ชายชรายิ้มสบาย ๆ “บางทีเขาอาจอยากเป็นทหารมาก จนยังไงก็ต้องมาลองให้ได้ ถ้ามีใจแบบนั้นจริง ๆ ก็ถือเป็นต้นกล้าที่ดี”
“คุณปู่คะ นี่ไม่ใช่เรื่องอยากหรือไม่อยากนะคะ!”
ผู้หมวดหญิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “การอยากเข้ากองทัพเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตามสภาพร่างกายที่ไม่เหมาะสมด้วยค่ะ”
พูดจบ เธอก็มองไปรอบ ๆ แล้วลดเสียงลง “คุณปู่เป็นถึงรองผู้บัญชาการเขตทหารไห่เฉิง ถ้าคุณปู่เลือกทหารโดยดูแค่ความถูกชะตา เพื่อนร่วมงานที่สำนักงานเกณฑ์ทหารก็ต้องทำตามด้วยไม่ใช่หรือคะ?”
“ยัยหนูตัวแสบเอ๊ย”
ชายชรายิ้มแล้วเคาะหัวผู้หมวดหญิงเบา ๆ “ฉันแค่ล้อเล่น เธอยังคิดเป็นจริงเป็นจังไปได้”
“คุณปู่ น่าแกล้งที่สุดเลย แบร่!” ผู้หมวดหญิงแลบลิ้นทำหน้าล้อเลียน
“โตป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักสำรวมอีก”
ชายชราชี้ไปที่อกเสื้อกาวน์ของผู้หมวดหญิง “แล้วชื่อบนเสื้อกาวน์นี่อีก หลินจุยเยว่ คำว่า ‘จุยเยว่’ ด้ายก็หลุดแล้ว ยังไม่เปลี่ยนตัวใหม่อีก”
“ไม่เปลี่ยนค่ะ” หลินจุยเยว่ส่ายหน้า “เสื้อตัวนี้หนูใส่มาสองปีแล้ว ผูกพันกับมัน แถมยังไม่ขาดด้วย ส่วนตัวอักษรสองคำนั้น เดี๋ยวหนูให้ช่างเย็บผ้าซ่อมให้ก็พอ”
“อืม รู้จักประหยัด ดีมาก”
ชายชราพยักหน้า “งั้นเธอไปทำงานก่อน ตรวจทหารใหม่ให้ละเอียดล่ะ ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด”
“วางใจได้ค่ะคุณปู่”
“ฉันไปก่อนล่ะ ปู่ลู่ฮั่นเซิงของเธอยังรออยู่ จะปล่อยให้ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉันรอนานไม่ได้”
“ค่ะคุณปู่ เดินดี ๆ นะคะ”
หลินจุยเยว่ประคองคุณปู่อย่างระมัดระวัง เดินไปส่งที่ทางออกของทางเดิน
ตอนเดินผ่านลู่เซวียน หลินจุยเยว่จงใจมองเขาอยู่สองสามครั้ง
ลู่เซวียนก็มองกลับอย่างเปิดเผย
“เธอ…”
ลู่เซวียนลูบคาง ขมวดคิ้ว สังเกตเห็นว่าหลินจุยเยว่ดูแปลก ๆ ไปเล็กน้อย
ตรงทางออก หลินจุยเยว่ส่งคุณปู่แล้วก็หันกลับไปยังช่องตรวจร่างกาย
ในฐานะร้อยโทหน่วยแพทย์ทหาร วันนี้เธอนำทีมตรวจร่างกายทหารใหม่ พร้อมประสานงานกับแพทย์แผนกตรวจร่างกายของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เรื่องขั้นตอนตรวจทหาร และอบรมทบทวนพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับรายการตรวจสำคัญ
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
ตึก—ตัก—ตึก—ตัก—
พอเข้าใกล้ลู่เซวียน หลินจุยเยว่ก็จงใจเดินช้าลง
เธอมองสำรวจลู่เซวียนอีกครั้ง
ลู่เซวียนสังเกตเห็นว่าเธอกลับมา จึงหันไปมอง
อืม สวยจริง ๆ ด้วย
ลู่เซวียนเลิกคิ้ว
ไฝน้ำตาเพิ่มคะแนนให้เลย
ชิ!
หลินจุยเยว่สบตากับลู่เซวียน ก่อนจะเบือนหน้าไปด้านข้างโดยไม่รู้ตัว แล้วอดบ่นพึมพำไม่ได้
“จริง ๆ เลย ไม่รู้จักควบคุมน้ำหนักบ้างหรือไง คิดว่ากองทัพเป็นอะไร ถึงได้…”
ยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ หลินจุยเยว่ก็หายใจติดขัดไปสองวินาที สีหน้าชะงักค้าง แผ่นหลังเกร็งกระตุกเหมือนเป็นตะคริว
อ๊า—
ถัดมา เสียงแหลมลั่นราวกับกาต้มน้ำเดือดก็ดังออกจากปาก เธอยกมือเกาคออย่างสะเปะสะปะ ใต้รอยเล็บแดงเถือกมีผื่นนูนขึ้นเป็นปื้น ๆ
“เดี๋ยวก่อน อย่ามาแกล้งล้มเอาเรื่องนะ…”
ลู่เซวียนยังพูดไม่ทันจบ สายตาหลินจุยเยว่ก็เลื่อนลอย ใบหน้าซีดเผือดทันควัน
จากนั้นร่างก็เอนหงายไปด้านหลัง ราวกับถูกดูดกระดูกและเอ็นออกไปจนหมด
ตึง!
แผ่นหลังของเธอกระแทกพื้นกระเบื้องอย่างแรง เกิดเสียงทึบดังขึ้น
“เชี่ย!?”
เสียงร่างกระแทกพื้นทำให้คนรอบข้างหันมามองกันพรึ่บ
“เกิดอะไรขึ้น ๆ!?”
“โอ๊ย! ผู้หมวดสาวสวยเป็นลมได้ยังไง?”
“ถ้าไม่ใช้ลูกตาก็บริจาคให้คนที่ต้องใช้สิ ตาเหลือกขนาดนั้นแล้ว เห็นชัด ๆ ว่า…เชี่ย! ดูเหมือนจะตายแล้วมั้งเนี่ย?!!”
