ตรงหน้าหลิ่วหยาก็มีหม้อดินวางอยู่ใบหนึ่งเช่นกัน นางมองสีหน้าเคลิบเคลิ้มของทุกคน ความอยากรู้อยากเห็นในใจก่อตัวขึ้นมานานแล้ว
นางหยิบช้อนขึ้นมา ตักน้ำแกงสีทองอร่ามขึ้นมาคำหนึ่ง เป่าเบา ๆ แล้วส่งเข้าปาก
ทันทีที่น้ำแกงแตะลิ้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
รสสดหวานค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้น เริ่มจากรสเค็มหอมสดหวานของเป๋าฮื้อ ตามด้วยความเข้มข้นละมุนของกระเพาะปลา จากนั้นเป็นความหวานของหอยเชลล์แห้งและกลิ่นหอมบ่มนานของแฮม ก่อนจะกลายเป็นรสหวานละมุนที่ติดอยู่ในลำคอเนิ่นนาน
น้ำแกงเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน ลื่นคอแต่ไม่มัน ราวกับรวบรวมแก่นแท้ของวัตถุดิบเลอค่าจากขุนเขาและท้องทะเลไว้ในช้อนเดียว
นางตักขึ้นมาอีกคำ คราวนี้คีบกระเพาะปลาชิ้นหนึ่งขึ้นมาด้วย กระเพาะปลาตุ๋นจนนุ่มหนึบลื่นละมุน แทบละลายในปาก กลิ่นหอมเข้มข้นของคอลลาเจนฟุ้งกระจายทั่วโพรงปาก
นางวางช้อนลง แล้วหันไปมองเฉินเส้าอัน
เฉินเส้าอันนั่งอยู่ข้างนาง ดูคล้ายกำลังดื่มน้ำแกงในชามตรงหน้า ทว่าหางตากลับจับสังเกตปฏิกิริยาของนางอยู่ตลอด
เมื่อเห็นนางมองมา เขาก็วางช้อนลง ก่อนถามอย่างไม่ใส่ใจว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง ถูกปากหรือไม่?”
หลิ่วหยาพยักหน้าเบา ๆ มุมปากมีรอยยิ้มที่ยากจะซ่อนไว้
“อร่อยมาก ข้าไม่เคยดื่มน้ำแกงที่อร่อยถึงเพียงนี้มาก่อน”
เฉินเส้าอันลอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงอาการ เพียงยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ชอบก็ดีแล้ว หากวันหน้าอยากดื่มก็บอกข้าได้ทุกเมื่อ”
เป็นอย่างไรเล่า จับท้องนางไว้ได้แล้ว ยังจะกลัวไม่ได้ตัวนางมาอีกหรือ?
