เฉินเส้าอันว่างจากงาน จู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ คราวก่อนตอนทำดินปืน เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า ดินประสิวดูเหมือนจะนำไปทำอาหารอะไรได้สักอย่าง
เขารีบเปิดระบบค้นดู จึงพบว่าเวลาทำเนื้อหมักแห้งและของพะโล้ มักใช้สารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าโซเดียมไนไตรต์เพื่อแต่งสีและถนอมอาหาร ทว่านั่นเป็นผลิตผลจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ส่วนในสมัยโบราณ ผู้คนใช้ดินประสิว ซึ่งสามารถนำมาหมักเนื้อสัตว์ได้เช่นกัน ทำให้เนื้อมีสีแดงน่ารับประทาน ทั้งยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษา
ขาหมูที่หมักด้วยดินประสิว เรียกกันว่า “ขาหมูดินประสิว” อันโด่งดังในยุคหลัง
หนังแดง เนื้อนุ่ม เคี้ยวหนึบ รสชาติเป็นเอกลักษณ์
เขาเปิดระบบค้นหาวิธีและปริมาณการใช้ดินประสิวหมักขาหมูอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนก็วางใจ
เขาเดินไปที่เขียง เห็นว่าเสี่ยวตุ้นจื่อจัดการงานไปได้เกือบหมดแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวตุ้นจื่อ มานี่ ข้าจะสอนงานใหม่ให้เจ้า”
เสี่ยวตุ้นจื่อเช็ดมือแล้วเดินเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ งานใหม่อันใดหรือขอรับ?”
เฉินเส้าอันหยิบขาหมูที่ล้างสะอาดขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พลางชี้ให้ดู
“สิ่งนี้เรียกว่าขาหมู บ้านคนทั่วไปมักนำไปต้มซุปหรือไม่ก็เคี่ยวซีอิ๊ว วันนี้ข้าจะสอนวิธีทำแบบใหม่ให้เจ้า นั่นคือขาหมูหมักดินประสิว”
ดินประสิวหาไม่ยาก เขาให้เสี่ยวตุ้นจื่อทำตามสัดส่วนที่ค้นจากระบบ โดยละลายดินประสิวในน้ำสะอาด จากนั้นเติมเกลือ พริกไทยเสฉวน โป๊ยกั๊ก และเครื่องเทศอื่น ๆ ลงไป ปรุงเป็นน้ำหมัก
จากนั้นนำขาหมูที่ล้างสะอาดใส่ลงในน้ำหมัก แช่ทิ้งไว้
เฉินเส้าอันกำชับว่า “ปริมาณดินประสิวต้องแม่นยำ หากใส่มากไปจะเป็นพิษ ใส่น้อยไปก็ไม่ได้ผล ส่วนเวลาในการหมักก็ต้องควบคุมให้ดี ราวสองวัน เมื่อขาหมูเปลี่ยนเป็นสีแดงสวยงามแล้ว ก็นำออกมาต้มให้สุกกินได้”
