หมากชนิดนี้แท้จริงแล้วก็คือหมากเดินทาง เพียงแต่แคว้นต้าฉีไม่มีเครื่องบิน เขาจึงนำมาใช้ตรง ๆ ไม่ได้ เลยเปลี่ยนเป็นม้าแทน
ลองคิดดูสิ แค่เปลี่ยนเครื่องบินทั้งหมดให้เป็นม้า กติกาอื่นคงเดิม เท่านี้หมากแข่งม้าก็เป็นอันเรียบร้อย
เขาให้โจวเฉวียน ช่างไม้ผู้ชำนาญทำขึ้นมาชุดหนึ่ง ยามว่างก็มักเล่นกับหลิ่วหยาอยู่หลายกระดาน คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้ใช้พอดี
ไม่รู้ว่าเฉาเต๋อไห่มายืนใกล้ตั้งแต่เมื่อใด เขาก้มลงสำรวจทั้งกระดานและตัวหมาก ครู่หนึ่งก็ขมวดคิ้วตามความเคยชิน
“พ่อครัวหลวงเฉิน ยามเฝ้าส่งท้ายปี ในวังหลวงมักเล่นหมากล้อมกัน”
“กระดานสีสันฉูดฉาดของท่าน ทั้งมีม้า ทั้งมีลู่วิ่ง ข้าน้อยดูแล้วคล้ายของเล่นสำหรับการแสดงข้างถนนเสียมากกว่า ฝ่าบาทกับไทเฮาประทับอยู่ที่นี่ จะทำเช่นนี้ได้อย่างไร...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ฮ่องเต้ก็โบกพระหัตถ์
“ช้าก่อน คืนวันสิ้นปีไม่ต้องถือกฎเกณฑ์มากมายเช่นนั้น เมื่อครู่เราได้ยินเขาบอกว่าเหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่...เล่อหนิง เจ้าอยากเล่นหรือไม่?”
องค์หญิงน้อยพยักหน้าหงึกหงัก ศีรษะขยับราวกับลูกไก่จิกอาหาร “อยากเล่น อยากเล่น! เสด็จพ่อ ลูกอยากเล่น!”
ฮ่องเต้แย้มพระสรวล “เช่นนั้นพ่อครัวหลวงเฉินก็อธิบายกติกามา ให้เราได้ฟังว่าเล่นอย่างไร”
เฉินเส้าอันจัดกระดานให้ตรง ม้าตัวเล็กทั้งสิบหกตัวแบ่งตามสี วางอยู่ใน “คอกม้า” ทั้งสี่มุม จากนั้นจึงเริ่มอธิบาย
“ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตร ลู่วิ่งทั้งสี่เส้นบนกระดาน เปรียบได้กับถนนสถานีม้าสี่สายที่เชื่อมจากด่านชายแดนสู่เมืองหลวง ม้าจากทั้งสี่ทิศออกเดินทางจากคอกของตน ผู้ใดพาม้าทั้งสี่ตัวของตนไปถึงสวนหลวงตรงกลางได้ก่อน ผู้นั้นเป็นผู้ชนะพ่ะย่ะค่ะ”