ทั้งสองอ้อมก้อนหินยักษ์นั้นไป จนมาถึงมุมหนึ่งอีกฟากของยอดผา ซึ่งลับตากว่าเดิมมาก
ตรงนี้มีผนังหินยื่นออกมา ก่อเป็นแนวกั้นตามธรรมชาติพอดี ทำให้มองจากบริเวณกระโจมไม่เห็นความเคลื่อนไหวทางนี้เลย
เฉินเส้าอันหยุดฝีเท้า กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เอาละ ที่นี่ปลอดภัยแล้ว” เขาหันกลับมามองหลิ่วหยา รอยยิ้มแต้มอยู่ที่มุมปาก “บอกมาเถิด อยากกินอะไร?”
หลิ่วหยากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย “ข้าอยากกิน...หยกแดงสะท้อนเมฆา”
เฉินเส้าอันชะงักไปครู่หนึ่ง “อะไรนะ?”
“ก็อาหารจานที่ท่านทำในงานเลี้ยงวันประสูติขององค์หญิงคราวก่อนอย่างไรเล่า!” หลิ่วหยาทำท่าประกอบ ดวงตาเป็นประกาย
“เนื้อสีแดง ๆ แวววาวนั่น ท่านบอกว่าเรียกว่า...หยกแดงสะท้อนเมฆา”
“องค์หญิงเล่อหนิงทรงโปรดมาก ข้าอยากกินมานานแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มลองเสียที”
คราวนี้เฉินเส้าอันจึงเข้าใจว่านางหมายถึงหมูตุ๋นน้ำแดง
เขาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “หมูตุ๋นน้ำแดงนี่เอง ได้ ไม่มีปัญหา!”
“หมูตุ๋นน้ำแดง?” หลิ่วหยาเบิกตากว้าง ที่แท้หยกแดงสะท้อนเมฆาก็มีชื่อจริงเช่นนี้นี่เอง
เฉินเส้าอันโบกมือ “อย่าใส่ใจรายละเอียดพวกนี้เลย”
ลองคิดดูเถิด เขาทำอาหารเลิศรสมาตั้งมากมาย แต่หลิ่วหยากลับได้ชิมเพียงไม่กี่อย่าง บางครั้งเขาแอบแบ่งให้นางบ้าง ก็ล้วนไม่ใช่อาหารจานเด่นอะไร
เช่นนี้ไม่ได้แล้ว เขาเป็นถึงพ่อครัวหลวงชั้นแนวหน้า จะปล่อยให้คนรักของตนไม่ได้กินของอร่อยได้อย่างไร
เฉินเส้าอันจึงตบอกยืนยัน “หลิ่วหยาของข้าอยากกินอะไร ที่นี่มีให้ทั้งนั้น”
