ราตรีค่อย ๆ มืดลง ไอร้อนอบอ้าวคลายไปบ้างแล้ว
เรือนน้อยของเฉินเส้าอันแม้จะไม่กว้างขวางนักเมื่ออยู่ในวัง แต่ก็เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
กลางลานมีต้นไม้ต้นหนึ่ง แผ่กิ่งก้านเป็นร่มเงาปกคลุมพื้นที่กว่าครึ่ง
ใต้ต้นไม้มีโต๊ะไม้ไผ่ตัวเล็กกับเก้าอี้หวายสองตัว บนโต๊ะวางตะเกียงน้ำมันซึ่งส่องแสงสลัว ไส้ตะเกียงไหวระริก เผยให้เห็นเงาคนสองคน
หลิ่วหยานั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย มือทั้งสองประคองถ้วยกระเบื้องสีขาวใบเล็ก ภายในบรรจุไอศกรีมวานิลลาสีขาวนวล
นางใช้ช้อนตักขึ้นมาคำหนึ่งแล้วส่งเข้าปาก ไอศกรีมค่อย ๆ ละลายบนปลายลิ้น กลิ่นหอมของวานิลลากับรสเข้มข้นของน้ำนมผสานกัน เนื้อสัมผัสเย็นฉ่ำและเนียนละเอียดทำให้นางเผลอถอนใจอย่างพึงพอใจ
“อืม...อร่อยจริง ๆ”
นางก้มหน้าตักอีกคำ ก่อนเงยหน้ามองเฉินเส้าอันที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงจันทร์ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบต้นไหว ตกกระทบบนใบหน้าของเขาซึ่งมีโครงหน้าคมชัด
นางเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณท่านที่ตั้งใจเก็บไว้ให้ข้า”
เฉินเส้าอันยิ้ม เอนหลังพิงเก้าอี้หวายแล้วเงยหน้ามองดวงดาวบนฟากฟ้า น้ำเสียงผ่อนคลาย
“มีอะไรให้ต้องขอบคุณกัน หากเจ้าชอบกิน วันหน้าก็มีให้เสมอ”
หลิ่วหยาไม่ได้ตอบ เพียงก้มหน้ากินไอศกรีมอีกคำ มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย
นางรู้ดีว่าเฉินเส้าอันไม่มีทางพูดเช่นนี้กับผู้อื่น
ทั้งสองนั่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง สายลมยามค่ำพัดผ่าน ใบต้นไหวเสียดสีกันส่งเสียงซู่ซ่า เสียงจิ้งหรีดร้องแว่วมาจากที่ไกล ยิ่งขับให้ลานแห่งนี้สงบเงียบ
หลิ่วหยากินไอศกรีมไปเกือบครึ่งถ้วย วางช้อนลง แล้วประคองถ้วยไว้ด้วยสองมือ รับสัมผัสเย็นเยียบที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือ ก่อนเอ่ยขึ้นกะทันหัน
