เฉินเส้าอันมิได้ตอบในทันที หากทอดสายตามองเรือมังกรที่ลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำ ก่อนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เขาพลันเอ่ยถามขึ้นว่า “หงเป่า ข้ามีเรื่องหนึ่งสงสัย เหตุใดพวกเจ้าจึงตีกลองกันอยู่บนฝั่ง?”
หงเป่าชะงักไป เห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่าเขาจะถามเช่นนี้ “ไม่ตีกลองบนฝั่งแล้วจะไปตีที่ใดเล่า? มิใช่ว่าทุกคนทำกันเช่นนี้หรือ?”
จูต้าฉางแทรกขึ้นว่า “ตีกลองก็เพื่อปลุกขวัญกำลังใจมิใช่หรือ ตีอยู่บนฝั่งให้เสียงดัง พวกเราบนแม่น้ำก็ได้ยินชัดเจน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
เฉินเส้าอันส่ายหน้า ยกมือชี้ไปยังเรือมังกรบนผิวน้ำ แล้วกล่าวว่า
“การตีกลองมิได้มีไว้เพียงปลุกขวัญกำลังใจ จังหวะกลองยังมีประโยชน์สำคัญอีกอย่าง คือทำให้คนพายออกแรงพร้อมกันตามจังหวะ จึงจะพายได้เร็วขึ้น”
หงเป่าเกาศีรษะ “หลักการนี้พวกเรารู้ดี ยามพายเรือก็ร้องให้จังหวะกันตลอด ‘เฮ่ยโย่ว เฮ่ยโย่ว’ ก็ช่วยให้ทุกคนพายเป็นจังหวะเดียวกัน ออกแรงไปพร้อมกันได้”
“ร้องให้จังหวะหรือ...” เฉินเส้าอันยิ้ม “ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ลองคิดดูเถิด พวกเจ้าต้องออกแรงพายเรือไปด้วย ทั้งยังต้องแผดเสียงร้องให้จังหวะไปด้วย พอถึงช่วงท้ายก็หอบจนแทบหายใจไม่ทัน แล้วยังจะร้องให้พร้อมเพรียงกันได้อีกหรือ?”
ทุกคนมองหน้ากัน จูต้าฉางเป็นคนแรกที่นึกขึ้นได้ เขาตบต้นขาฉาดหนึ่ง
“จริงด้วย! ทุกครั้งที่พายมาถึงช่วงท้าย ลำคอข้าราวกับสูบลม ไหนเลยจะยังร้องให้จังหวะไหว แค่พายตามให้ทันก็นับว่าเก่งแล้ว”
