หลิ่วหยาฟังมาถึงตรงนี้ ใบหน้าก็อดแดงระเรื่อขึ้นมาไม่ได้
แม้จะรู้แต่แรกแล้วว่าฮองเฮาจะยกนางให้เฉินเส้าอัน แต่ทุกครั้งที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ นางก็ยังอดเขินจนหน้าแดงไม่ได้
ทว่านางรู้ว่าฮองเฮากำลังชี้แนะนาง ว่าภายหน้าควรทำตัวอย่างไรจึงจะเป็นฮูหยินผู้ได้รับพระราชทานยศที่เหมาะสม
เพราะเฉินเส้าอัน นางจึงยินดีตั้งใจเรียนรู้
ฮองเฮาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“นี่มิใช่การวางแผนร้าย แต่เป็นการปกป้องตนเอง ยามนี้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน รอบด้านล้วนมีศัตรู”
“แม้เฉินเส้าอันจะเป็นอัจฉริยะ แต่ต่อให้คนผู้หนึ่งเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจดูแลได้ทั่วถึงทุกด้าน”
“บางเรื่อง บุรุษพูดกันไม่สะดวก แต่สตรีกลับพูดกันได้ บางสายสัมพันธ์ คนในราชสำนักสร้างไม่ได้ แต่คนในเรือนหลังสร้างได้”
หลิ่วหยาก้มหน้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาแน่วแน่กว่าเมื่อครู่มาก
“บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ บ่าวจะตั้งใจเรียนรู้ ไม่ทำให้คำสั่งสอนของเหนียงเหนียงต้องสูญเปล่า”
ฮองเฮาพยักหน้าอย่างพึงใจ ยื่นมือไปตบหลังมือนางเบา ๆ
“เด็กดี ตั้งใจเรียนรู้ก็ถูกแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ามิใช่นางกำนัลอีกแล้ว มานั่งข้างข้า ดูว่าข้าจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างไร”
อาหารทยอยยกขึ้นโต๊ะทีละจาน ทุกจานล้วนได้รับคำชมจากฮูหยินและคุณหนูที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้นไม่ขาดปาก
บรรยากาศในหอหลั่นเยว่คึกคักขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางการชนจอกสนทนา หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนจากอาหารไปเป็นโคมไฟแปลกตาเหล่านั้น แล้วจากโคมไฟก็วกไปถึงอาจารย์เฉินผู้ลึกลับ
เมื่อเห็นว่าได้จังหวะเหมาะแล้ว ฮองเฮาจึงวางตะเกียบลง
นางเหลือบมองหลิ่วหยา ก่อนหันไปทางเหล่าฮูหยินแล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ฮูหยินทุกท่าน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถือโอกาสในวันนี้กล่าวกับทุกท่าน”
