หลิ่วซานเว่ยถูกฝูงหมูล้อมหน้าล้อมหลัง ใช้จมูกดุนพัลวัน บนใบหน้าและลำคอเต็มไปด้วยสัมผัสเปียกชื้นอุ่นร้อนจากลิ้นหมู กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ผสมปนเปกันระหว่างน้ำลายหมูกับกลิ่นเหม็นอับบนตัวเขา ทำให้เขาแทบสงสัยว่าชีวิตนี้ยังมีความหมายอยู่หรือไม่
เขาโบกมือไล่หมูเหล่านั้นสุดแรง แต่พวกมันกลับไม่กลัวเขา ทั้งยังคิดว่าเขากำลังเล่นด้วย จึงยิ่งใช้จมูกดุนอย่างคึกคัก
ในที่สุดเสียงดังทางนี้ก็ทำให้คนเฝ้ายามตื่นขึ้น ประตูเรือนหลังเล็กเปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด ก่อนเสียงแหบห้าวจะตวาดถามว่า “ใคร!”
หลิ่วซานเว่ยใจหายวาบ ไม่สนเคล็ดลับเลี้ยงหมูอีกต่อไป เขาคลานกระเสือกกระสนออกมาจากถังน้ำเศษอาหาร ข้ามกำแพงแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต
ร่างกายเปียกโชก ฝ่าเท้าลื่นไถล วิ่งไปได้สามก้าวก็ล้มไปสองครั้ง เข่ากระแทกเข้ากับก้อนหินจนเจ็บปวด เขี้ยวขบแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยว
แต่เขาไม่กล้าหยุด กัดฟันลุกขึ้นวิ่งต่อ ในที่สุดก็ข้ามกำแพงหนีไปได้ก่อนที่คนเฝ้าจวนจะตามมาทัน แล้วหายลับไปในความมืดอย่างทุลักทุเล
เขาวิ่งไปสองลี้รวดเดียว กระทั่งแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา จึงทรุดลงใต้ต้นไหว หอบหายใจเสียงดัง
ลมกลางคืนพัดผ่าน กลิ่นเหม็นเปรี้ยวบนกายลอยกระจายไปตามลม แม้แต่สุนัขจรจัดข้างทางยังพากันหลบห่าง
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเตะประตูใหญ่ไปสามครั้งกว่าจะเปิดออก
บ่าวไพร่ในบ้านตกใจเมื่อเห็นสภาพของเขา ต่างยกมือปิดจมูกแล้วถอยห่างไปไกล
