อาหารทั้งห้าจานถูกยกขึ้นโต๊ะ แต่แทบจะวางไว้ได้ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา
บนโต๊ะมีจานอยู่ห้าใบ ทุกใบสะอาดเอี่ยม แม้แต่เศษอาหารและน้ำแกงก็ไม่เหลือ
หลิ่วซานเว่ยนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้าซีดเผือด นิ่งเงียบอยู่นาน
ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้น เดินมาหยุดตรงหน้าเฉินเส้าอัน แล้วค้อมกายคำนับอย่างลึกซึ้ง น้ำเสียงทุ้มต่ำ
“พ่อครัวหลวงเฉิน ข้าแพ้แล้ว ยอมรับจากใจ”
“ข้าเคยนึกว่าตนเองเข้าใจวิธีผัดอาหารจนหมดสิ้นแล้ว จึงคิดว่าไร้ผู้ใดเทียบได้ วันนี้ได้ลิ้มลองฝีมือของศิษย์อาจารย์ทั้งสองท่าน จึงรู้ว่าตนเป็นเพียงกบในกะลา นับจากนี้ข้าไม่กล้าเรียกตนว่าเป็นพ่อครัวผัดอาหารอันดับหนึ่งในเมืองหลินอันอีกแล้ว”
เฉินเส้าอันมองสีหน้าหม่นหมองของเขา ในใจมิได้รู้สึกสะใจ ทั้งไม่มีความคิดจะต้อนเขาจนมุม
หลิ่วซานเว่ยถูกขับออกจากวังไปแล้ว บัดนี้เป็นพ่อครัวใหญ่ประจำหอสุราเมามายเซียน นับว่าได้ที่พึ่งพิงเลี้ยงชีพแล้ว
ฝีมือผัดอาหารนี้ เฉินเส้าอันไม่มีทางถ่ายทอดให้หลิ่วซานเว่ย แต่เขาจะค้นคว้าด้วยตนเองได้มากน้อยเพียงใด ก็เป็นความสามารถของเขาเอง
ในเมื่อวิธีผัดอาหารถูกนำเข้ามาในแผ่นดินแคว้นต้าฉีแล้ว ก็ปล่อยให้มันหยั่งรากและเติบโตไปตามทางของมันเถิด
ภายหน้าจะมีผู้คนเรียนรู้การผัดอาหารเพิ่มขึ้น และรังสรรค์เมนูหลากหลาย นั่นเป็นเรื่องดี มิใช่เรื่องร้าย
เขาพยักหน้า เอ่ยเสียงเรียบ “ยอมแพ้ก็ดีแล้ว ต่อไปก็ทำอาหารของเจ้าให้สบายใจ อย่ามัวคิดเอาชนะผู้อื่นอยู่ทุกวันอีก”
หลิ่วซานเว่ยพยักหน้ารัว ๆ แล้วคำนับอีกครั้ง ก่อนเดินออกจากห้องส่วนตัวไป แผ่นหลังดูอ้างว้างยิ่งนัก
องค์ชายรองเย่หลี่ฉีนั่งอยู่ข้างโต๊ะ สีหน้าไม่สู้ดีนัก เดิมทีเขาคิดจะอาศัยมือหลิ่วซานเว่ยกดข่มความโอหังของเฉินเส้าอัน ใครจะคิดว่ากลับทำให้เฉินเส้าอันได้หน้าอีกครั้ง
เขาวางถ้วยชาลง ลุกขึ้นประสานมือคำนับทุกคน น้ำเสียงเรียบเฉยเจือความขุ่นใจอยู่หลายส่วน
“วันนี้ได้เห็นฝีมือของพ่อครัวหลวงเฉิน สมคำร่ำลือจริง ๆ พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางกลับเป่ยเยี่ยนแล้ว ขอลาเพียงเท่านี้”
