แสงจันทร์ดุจสายน้ำ สาดส่องทั่วลานจนสว่างกระจ่าง ทว่ากลับเย็นเยียบเงียบสงัด
นางกำนัลทั้งหลายแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เทียนแดงบนโต๊ะบูชาก็ไหม้ไปเกือบครึ่ง น้ำตาเทียนกองหนาอยู่บนเชิงเทียน มองดูคล้ายปะการังแดงเป็นช่อ ๆ
ภายในลานเหลือเพียงเฉินเส้าอันกับหลิ่วหยาสองคน นั่งเคียงกันบนขั้นบันได เบื้องหน้ามีผลไม้สดและแตงที่ยกลงมาจากโต๊ะบูชา กลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ลอยอวลในอากาศจาง ๆ ชวนให้จิตใจสงบ
หลิ่วหยาล้วงถุงหอมสีเขียวเข้มใบนั้นออกจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้เฉินเส้าอัน
ฝีเข็มบนถุงหอมละเอียดแน่นและเสมอกัน ด้านหน้าปักกล้วยไม้ต้นหนึ่งอย่างประณีต ใบแผ่กาง กลีบดอกพลิ้วไหว ราวกับส่งกลิ่นหอมออกมาได้จริง
ด้านหลังปักอักษรคำว่า “หยา” ตัวเล็ก ๆ ลายเส้นบางเบา ทว่าทุกขีดทุกเส้นล้วนชัดเจน ดูก็รู้ว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปไม่น้อย
“ข้ามอบให้เจ้า” หลิ่วหยาก้มหน้า น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกลัวสายลมจะพัดพาไป
“ข้าปักเอง ฝีมือไม่ดีนัก อย่ารังเกียจเลย”
เฉินเส้าอันรับถุงหอมมา พลิกดูไปมาหลายครั้ง นิ้วลูบไล้กล้วยไม้และอักษรคำว่า “หยา” ซ้ำไปซ้ำมา ปากฉีกยิ้มกว้างจนหุบไม่ลง
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ผูกถุงหอมไว้กับสายคาดเอวทันที จากนั้นก็ยกมือแตะเบา ๆ ก้มลงพินิจดูแล้วดูอีก ยิ้มราวกับได้ของล้ำค่ามาโดยบังเอิญ
“งดงาม งดงามยิ่ง! นับแต่วันนี้ไป ข้าจะห้อยติดตัวทุกวัน แม้แต่ยามอาบน้ำก็ไม่ถอด”
หลิ่วหยาถูกท่าทางไม่สำรวมของเขาทำเอาทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน จึงเอ่ยตำหนิอย่างหยอกเย้า
“ผู้ใดเขาอาบน้ำแล้วยังไม่ถอดกันเล่า? มิกลายเป็นเปื่อยยุ่ยหรือ?”
“เช่นนั้นข้าจะถอดก่อนอาบน้ำ พออาบเสร็จก็สวมกลับทันที” เฉินเส้าอันแก้คำอย่างจริงจัง
หลิ่วหยากลั้นไม่อยู่ หลุดหัวเราะพรืดออกมา ก่อนรีบเม้มปาก แล้วล้วงถุงผ้าไหมสีเหลืองใบเล็กออกจากแขนเสื้ออีกใบ ยัดใส่มือเฉินเส้าอัน พลางลดเสียงลง น้ำเสียงเจือความจริงจังอยู่หลายส่วน
