รุ่งเช้าวันถัดมา แสงอรุณเพิ่งลอดผ่านกระดาษหน้าต่างสาดเข้ามาในห้อง เฉินเส้าอันยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงฝัน ท่ามกลางความงัวเงีย เขาพลันได้ยินเสียงคนผลักประตูเข้ามา
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาและคุ้นเคย ตามด้วยเสียงใสกังวานที่ดังขึ้นข้างหู
“เส้าอัน ฟ้าสว่างแล้ว ถึงเวลาลุกได้แล้ว”
เฉินเส้าอันสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นฉับพลัน ก็เห็นหลิ่วหยาถืออ่างน้ำร้อนยืนอยู่ข้างเตียง
แสงอรุณส่องมาจากด้านหลังนาง ขับให้ร่างของนางดูอ่อนโยนละมุนละไม เส้นผมสองสามปอยตกลงข้างใบหู ยิ่งขับให้ใบหน้าหมดจดนั้นดูมีชีวิตชีวา
เขาพลิกตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงง ขยี้ตาแล้วมองอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้ตาฝาด
“หลิ่วหยา? เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
หลิ่วหยาวางอ่างน้ำลงบนขาตั้ง หยิบผ้าขนหนูที่พาดอยู่ริมอ่างจุ่มลงในน้ำร้อนแล้วบิดหมาด ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมา
นางหันกลับมา ใบหน้าประดับรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาตินัก
“ข้ามาปรนนิบัติท่านลุกจากเตียงอย่างไรเล่า”
กล่าวจบ นางก็ก้าวเข้ามาโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธ แล้วใช้ผ้าร้อนคลุมใบหน้าเฉินเส้าอัน
ไออุ่นชื้นปะทะใบหน้า มาพร้อมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของฝักสบู่
เฉินเส้าอันตะลึงกับการปรนนิบัติที่มาอย่างกะทันหัน ทว่าความรู้สึกเมื่อผ้าร้อนแนบลงบนใบหน้ากลับสบายเหลือเกิน เขาจึงไม่ขัดขืน ปล่อยให้หลิ่วยาเช็ดหน้าให้
มือนางอ่อนโยนและพิถีพิถัน เช็ดตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงแก้ม กระทั่งคางก็ไม่เว้น ราวกับกำลังเช็ดเครื่องเคลือบล้ำค่า
เมื่อผ้าขนหนูถูกยกออก เฉินเส้าอันก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
