หลิ่วหยาหันมามองดวงตาของเฉินเส้าอัน ขอบตานางแดงเรื่อ ทว่ามุมปากยังฝืนยิ้มออกมา
“แต่ข้าคิดดูแล้ว หากคราวนี้หลบไม่พ้นจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”
“อย่างน้อย...อย่างน้อยข้าก็ได้อยู่กับเจ้า ต่อให้ตายก็จะตายด้วยกัน ระหว่างทางสู่ปรโลกยังมีเพื่อนร่วมทาง อย่างไรก็ไม่เดียวดาย”
ครั้นกล่าวถึงตรงนี้ เสียงของนางสะอื้นเล็กน้อย แต่แววตากลับหนักแน่นยิ่ง
“ชาตินี้ได้พบเจ้า ข้าก็ไม่มีสิ่งใดให้เสียดายแล้ว”
เฉินเส้าอันมองดวงตาแดงเรื่อคู่นั้น จู่ ๆ ความอบอุ่นที่ยากจะอธิบายก็เอ่อท้นขึ้นในใจ
เขายื่นมือไปกุมมือนาง มือของนางเย็นเฉียบ ปลายนิ้วสั่นน้อย ๆ จากนั้นเขาก็ยิ้ม
หลิ่วหยาชะงักไป “เจ้า...ยังยิ้มออกอีกหรือ?”
เฉินเส้าอันกำลังยิ้มจริง ๆ ทั้งยังยิ้มอย่างเบิกบานเสียด้วย
เขากุมมือหลิ่วหยา น้ำเสียงผ่อนคลายราวกับพรุ่งนี้จะออกไปเที่ยวชานเมือง
“ข้าย่อมยิ้มออกสิ รู้หรือไม่ ตอนนี้ในใจข้ามีความสุขมาก”
หลิ่วหยานึกว่าตนฟังผิด “มีความสุข? พวกเราติดอยู่บนเขารกร้างแห่งนี้ ไม่รู้เมื่อใดจะอดตายหรือหนาวตาย เจ้ายังมีความสุขหรือ?”
“ใช่ มีความสุข” เฉินเส้าอันมองนางแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง
“หากไม่ติดอยู่บนเขานี้ ข้าจะมีโอกาสฟังเจ้าพูดความในใจตามลำพังได้อย่างไร?”
“เจ้าบอกว่าต่อให้ตายเราก็จะอยู่ด้วยกัน เท่ากับรับปากแต่งให้ข้าแล้วใช่หรือไม่?”
ใบหน้าหลิ่วหยาแดงก่ำ นางถ่มน้ำลายใส่เขา
“ป่านนี้แล้ว เจ้ายังมีใจมาพูดเรื่องพวกนี้อีก”
เฉินเส้าอันกระชับมือที่กุมมือนางแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
“หลิ่วหยา วางใจเถิด ข้าพูดจริง ตราบใดที่ข้ายังอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรไป”
“เรื่องอื่นข้าไม่กล้ารับรอง แต่ข้าเป็นพ่อครัว แม้ไม่มีความสามารถอื่น อย่างน้อยก็รับรองได้ว่าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าอดตาย”
