บิดาบุตรตระกูลเผยก้าวเข้าสู่ประตูห้องจัดเลี้ยง ภาพภายในทำให้ฝีเท้าของเผยฉงเหยียนชะงักกึก
ภาพที่เขาคาดคิดไว้ควรเป็นเช่นนี้
แขกเหรื่อต่างนั่งประจำที่ จับกลุ่มสามถึงห้าคนสนทนาทักทาย บ่าวไพร่เดินขวักไขว่เติมชาและรินสุรา บรรยากาศครึกครื้นตามงานเลี้ยงทั่วไป
ทว่าความจริงตรงหน้ากลับเป็นเช่นนี้
แทบทุกคนในห้องโถงยืนอยู่ ไม่มีผู้ใดนั่งลง ไม่มีใครทักทายหรือสนทนากัน ทุกคนต่างแหงนหน้ามองเพดานเป็นตาเดียว บนใบหน้าเผยความตกตะลึง หลงใหล และยากจะเชื่อในระดับต่าง ๆ กัน
ทั่วทั้งห้องโถงเงียบสงัดผิดปกติ มีเพียงเสียงสูดลมหายใจที่ดังขึ้นเป็นระลอกอย่างกดกลั้น กับเสียงชื่นชมแผ่วเบาเป็นครั้งคราว
เผยฉงเหยียนขมวดคิ้ว ก่อนจะเงยหน้ามองตามสายตาของทุกคนโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่
เหนือใจกลางห้องโถงมีโคมดวงหนึ่งแขวนอยู่ เป็นโคมที่ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยพบเห็น แม้แต่ในความฝันก็ไม่เคยนึกจินตนาการถึง
มันคือโคมระย้าแก้วผลึกขนาดมหึมา ห้อยลงมาจากเพดาน ใหญ่โตถึงขั้นคนสองสามคนโอบจึงจะรอบ
แท่งแก้วผลึกใสกระจ่างนับไม่ถ้วนเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ดูราวกับต้นไม้สูงใหญ่ที่กลับหัวลงและผลิดอกแก้วผลึกเต็มกิ่งก้าน
แก้วผลึกแต่ละชิ้นถูกเจียระไนเป็นทรงหลายเหลี่ยมอย่างประณีต เหลี่ยมมุมคมชัด เมื่อแสงส่องกระทบก็สะท้อนประกายเจ็ดสี
แดง ส้ม เหลือง เขียว คราม น้ำเงิน ม่วง ส่องประสานกันจนเกิดประกายระยิบระยับ ราวกับมีสายรุ้งทั้งผืนถูกกักขังไว้ในโคมดวงนี้
ตรงใจกลางโคมมีแหล่งกำเนิดแสงสว่างจ้ากลุ่มหนึ่ง
ทว่าแสงนั้นมิได้ไหววูบดังเปลวเทียน และไม่ปล่อยควันดำเช่นตะเกียงน้ำมัน หากมั่นคง บริสุทธิ์ และเจิดจ้า ราวกับดวงตะวันน้อยที่ถูกเด็ดลงมา ลอยนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของแก้วผลึก
