ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น ผู้ที่ก้าวลงมาก่อนคือชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วตาแฝงไอคมกล้า
เขาคือเผยฉงเหยี่ยน บุตรชายคนโตแห่งตระกูลเผย และเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของตระกูลเผยในยามนี้
หลังลงจากรถ เขามิได้ก้าวเดินต่อทันที หากหันกลับไปยื่นมือเข้าไปในห้องโดยสาร
ชายชราผู้มีอายุกว่าครึ่งศตวรรษก้มตัวก้าวออกมาจากห้องโดยสาร ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าซูบตอบ โหนกแก้มสูงเด่น ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่หนึ่งฉายแสงเย็นเยียบอยู่ท่ามกลางแสงสนธยา
ประมุขตระกูลเผย เผยหยวนข่าย
เมื่อพ่อลูกปรากฏกายพร้อมกัน บรรยากาศหน้าประตูพลันคล้ายหยุดนิ่งลงหลายส่วน
ลู่เจาหนี่ยนกับลู่เจาเหิงสบตากัน ก่อนจะก้าวออกไปคำนับพร้อมกัน “ท่านลุงเผย พี่ใหญ่เผยมาเยือนถึงที่ แต่พวกเรากลับมิได้ออกมาต้อนรับ ขออภัยที่เสียมารยาท”
เผยหยวนข่ายพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบ “หลานทั้งสองไม่ต้องมากพิธี”
ส่วนเผยฉงเหยี่ยนเพียงประสานมือคำนับ แม้แต่คำพูดสักคำก็ไม่เอ่ย สายตากลับเลยผ่านพี่น้องทั้งสองไป กวาดมองลึกเข้าไปในจวนลู่อย่างเย็นชา
พ่อลูกเดินตามกันไปตามระเบียงคด มุ่งหน้าเข้าไปด้านใน
การมาเยือนจวนลู่ในค่ำคืนนี้ มิใช่เรื่องน่ายินดีสำหรับเผยฉงเหยี่ยน
องค์รัชทายาทมาพำนักที่ตระกูลลู่ เท่ากับประกาศว่าตระกูลลู่กำลังผงาดขึ้นมา สถานะของตระกูลเผยในจินหลิงย่อมต้องเผชิญความท้าทายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่พวกเขาจำต้องมา หากไม่มา ก็เท่ากับฉีกหน้ากับองค์รัชทายาทอย่างเปิดเผย ซึ่งยามนี้ตระกูลเผยยังแบกรับผลที่ตามมาไม่ไหว
ทันทีที่มาถึงกำแพงบังตา เผยฉงเหยี่ยนก็เห็นภูเขาจำลองลูกนั้นก่อนใคร
