โลหิตสีแดงก่ำหยดลงในถังน้ำ ละลายกระจายราวกับหมึก
เฉินเป่าซฺยางแหงนศีรษะไปด้านหลัง งุนงงอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยพึมพำว่า "ที่แท้อาบน้ำในฤดูหนาวก็ทำให้ร้อนในได้ น่าสงสัยอยู่หรอกที่ข้าง ๆ ยังมีน้ำชาตั้งเตรียมไว้ให้อีกถ้วยหนึ่ง"
ว่าแล้วก็ยกชาที่เตรียมไว้ให้แขกบ้วนปากขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยง แล้วนำแพรแถบที่ใช้รวบผมมาขยุ้มยัดเข้าในรูจมูก
สมกับเป็นห้องหมายเลขหนึ่งอักษรสวรรค์จริง ๆ ทุกสิ่งอย่างล้วนเตรียมไว้ได้เหมาะเจาะกำลังดี
นางลอบชมตนเองว่ามีประสบการณ์ ยกถ้วยชาขึ้นด้วยปลายนิ้วเรียวอย่างผู้ดี แสร้งทำเป็นว่า "ภัตตาคารจุยสิงโหลวนี่ก็เพียงเท่านี้กระมัง~"
ว่าแล้วก็หัวเราะคิกคัก นั่งอยู่ในถังอาบน้ำ โบกไม้โบกมือเต้นระบำ
จางจือซวี่นั่งกอดเข่าหดตัวอยู่มุมหนึ่งในร่างกายของนาง พลางรู้สึกว่าตนเองยังไม่ทันบรรลุการใหญ่ ไม่อาจเอ่ยปากยอมแพ้ได้ง่าย ๆ พลางก็รู้สึกว่าตนเองสิ้นท่าแล้ว อยากจะพินาศไปพร้อมกับนางเสียเหลือเกิน
เขารักษาเนื้อตัวให้บริสุทธิ์มากว่าสิบปี อย่าว่าแต่พลอดรักกับสตรีเลย แม้แต่คำพูดก็มิได้สนทนาเพิ่มสักกี่ประโยค
แล้วดูเถิด นางไม่แม้แต่จะเอ่ยปากบอกสักคำก็ลงมือถูตัวเช่นนี้
แล้ว ยังรู้สึกว่าใช้ถั่วอาบน้ำไม่หมดน่าจะขาดทุน พยายามจะถูอีกสักรอบ!
เขาพยายามโน้มน้าวตนเองว่าเป็นเพียงความฝัน พยายามหลีกหนีไม่รับรู้สิ่งใดของนาง——
ล้วนไร้ผล
ละเอียดลออ นุ่มนวล อบอุ่น ชุ่มชื้น… เขาสัมผัสรับรู้ตัวตนของนางทั้งภายนอกภายในจนทั่วทุกหนแห่ง
จางจือซวี่สิ้นหวังนัก เคราะห์ร้ายที่ว่าในชะตาชีวิตอาจอยู่ที่เฉินเป่าซฺยางผู้นี้ ต่อให้รอดชีวิตกลับมาได้อย่างหวุดหวิด ก็ยังถูกบีบบังคับให้ต้องล่วงเกิน กลายเป็นต่ำช้า
"ท่านพี่ใหญ่ ท่านพี่ใหญ่" เฉินเป่าซฺยางอาบน้ำเสร็จในที่สุด หยิบเสื้อผ้าที่หลินกุ้ยหลานมอบให้มาทาบเทียบกับตัว พลางถามเขาไปด้วย "ข้าใช่สตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้าหรือไม่?"
คนเราหลังอาบน้ำใหม่ ๆ มักจะเกิดความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนอย่างไม่จำเป็นเสมอ
จางจือซวี่ไม่ได้ตอบนาง เพียงทอดเสียงอย่างเหนื่อยหน่ายว่า "ก่อนหน้านี้ตอนถูกขังอยู่ในคุก เจ้าเอาแต่พร่ำบ่น บอกว่ายังไม่ได้สานฝันให้เป็นจริง"
"จริงด้วย" เฉินเป่าซฺยางนึกขึ้นได้ "ตอนนั้นท่านพี่ใหญ่บอกว่า เพียงแค่ทำตามที่ท่านบอก รับรองให้ข้าเหินขึ้นสู่ที่สูง"
"อืม ถ้าเจ้าอยากสมรสกับตระกูลใหญ่ ข้ามีหนทางอยู่จริง"
"ไม่ว่าสูงส่งเพียงใดก็ได้หรือ?"
"ใช่" เขาคล้ายตัดสินใจบางอย่าง กำหมัดแน่นพลางเอ่ย "ถึงจะเป็นตระกูลจางที่กุมอำนาจเหนือราชสำนัก——"
"ข้าชอบสกุลเผยแห่งซอยผิงซวน!" เฉินเป่าซฺยางเอ่ยด้วยความยินดี
จางจือซวี่ตะลึงงัน ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่อยู่ในกระจก
เฉินเป่าซฺยางคล้ายนึกถึงเรื่องที่งดงามยิ่งนัก ปรางค์นวลค่อย ๆ ขึ้นสีระเรื่อ ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า
"สกุลเผยแห่งซอยผิงซวน เผยหรูเหิง" นางเอ่ย "ข้าน้อยหลงรักเขามาช้านานแล้ว"
เผยหรูเหิง หลานอาของเฉิงหวยลี่ มีชื่อเสียงเลื่องลือในเมืองหลวงว่า 'เซียวเว่ย์เจี้ย' น้อยคำเงียบขรึม เมื่อไม่เอ่ยปากก็แล้วไป แต่เมื่อเอ่ยปากก็มักไม่ไว้หน้าผู้ใด สอบเข้ารับราชการแล้วจนถึงตอนนี้ยังมิได้รับตำแหน่ง
จางจือซวี่ประหลาดใจยิ่ง "เจ้ารู้จักเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
"สตรีที่งดงามถึงปานข้า รู้จักชายหนุ่มรูปงามสักสองคนจะแปลกอันใด" นางว่า "ไม่เพียงรู้จัก เขาก็ยังดูมีใจให้ข้าอยู่ไม่น้อย"
"ว่ามาสิ"
เฉินเป่าซฺยางประคองใบหน้า กระพริบตาปริบ ๆ เขินอายยิ่ง เริ่มหวนรำลึก
……
ยามพลบค่ำตะวันลับฟ้า หมอกหนาทะมึนคลี่ทั่ว เผยหรูเหิงนั่งอยู่ในงานเลี้ยง รอบข้างไม่มีผู้ใดกล้าเข้าประชิดสนทนากับเขา นางบังเอิญเดินผ่าน ก็ถูกเขาดึงเข้าไปในอ้อมแขนทีเดียว
นางได้กลิ่นหอมของตำราและม้วนหนังสือจากกายเขา ทั้งยังสัมผัสถึงแผ่นอกที่มั่นคงและทรงพลังของเขา
เขาเองก็มีแววตาคล้ายภวังค์ ก้มศีรษะเข้าใกล้เอ่ยถามชื่อแซ่ของนาง
……
"ประเดี๋ยวก่อน" หมอกหนาถูกปัดเป่าไปในพริบตา จางจือซวี่เอ่ยด้วยความงุนงงอย่างที่สุด "ต่อหน้าธารกำนัล เขากล้าถึงเพียงนี้หรือ"
"อย่าเพิ่งขัดจังหวะข้าเลย" เฉินเป่าซฺยางเอ่ยอย่างไม่พอใจ "นี่คือวันที่งดงามที่สุดในชีวิตข้าแล้ว"
นางตลอดชีวิตนี้ที่จริงก็ไม่เคยพบเจอวันเวลาดี ๆ เลย
จางจือซวี่ส่ายหน้าไม่หยุด พลันใจหนึ่งก็ผุดขึ้น กลับเอ่ยว่า "เมื่อเจ้าปักใจถึงเพียงนี้ ข้าก็อาจช่วยเจ้าได้"
"จริงหรือ?" เฉินเป่าซฺยางตื่นเต้นขึ้นมา "เช่นนั้นตอนนี้ข้าควรทำเช่นไร?"
"นอนก่อน"
"อ๊ะ คืบหน้าเร็วเกินไปแล้วกระมัง? ขึ้นมาก็หลับนอนเลย ถ้าเกิดคุณชายเผยเขาไม่ยินยอม——"
"……" จางจือซวี่ขบขันจนโมโห "ข้าหมายความว่าให้เจ้าตอนนี้ไปนอนก่อน"
"อ้อ"
เฉินเป่าซฺยางสงบลงทันที เช็ดผมจนแห้งก็ทิ้งตัวลงบนเตียง
ขอบฟ้าเริ่มเป็นสีขาวของปลาเงินแล้ว นางง่วงเต็มที ใบหน้าเพิ่งแตะหมอนก็ผล็อยหลับไป
เขาสะกดจิตใจให้สงบ ห่มผ้าปิดกายให้ดี ก็หมายจะฝันดีเช่นกัน
——ข้าน้อยหลงรักเขามาช้านานแล้ว
น้ำเสียงตื่นเต้นดังก้องวนเวียนในสมอง
จางจือซวี่เบิกตาทั้งคู่ของเฉินเป่าซฺยางที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงผุดขึ้นทันที
การชอบพอบุคคลผู้หนึ่งนั้นเป็นความรู้สึกเช่นใด?
เขามองเพดานเตียงขมวดคิ้วครุ่นคิด ใครจะรู้เล่า ตัวเขาเองยังไม่ชอบกระทั่งตนเอง แล้วจะไปชอบพอบุคคลอื่นได้อย่างไร
ทว่าตอนนี้ในกายของเฉินเป่าซฺยาง เขากลับรู้สึกถึงอารมณ์ที่ทั้งขื่นขมทั้งฝาดเฝื่อน หัวใจเต้นไม่เป็นปรกติ ใบหน้าก็ร้อนผ่าวอย่างรุนแรง
ยุ่งเหยิงสิ้นดี ยังไม่สนุกเท่าครั้งที่นางเห็นเงินทองของวิเศษเสียอีก
จางจือซวี่กระวนกระวายยิ่งนัก พลิกตัวไปทางซ้าย แล้วพลิกตัวกลับทางขวา
สีขาวปลาเงินที่ขอบฟ้าค่อย ๆ ส่องสว่างกลายเป็นความสว่างจ้ายามเที่ยงวัน
เฉินเป่าซฺยางลืมตาขึ้นอย่างอ่อนระโหย หาวหวอดพลางพึมพำ "ประหลาดนัก เมื่อวานข้านอนค่อนข้างเร็ว เหตุใดกลับรู้สึกว่าเหนื่อยยิ่งกว่าขโมยวัวทั้งคืนเสียอีก"
"ใครจะรู้เล่า" ผู้ก่อเหตุแอบขวยเขิน "เจ้านอนแปลกที่กระมัง"
"ข้ามิใช่คุณชายจอมจุกจิกของสกุลจางในคำเล่าลือเสียหน่อย ออกนอกบ้านยังให้คนหามเตียงของเขาไปด้วย พอห่างจากเตียงก็หลับไม่สนิท" นางเบะปากฉับพลัน
คุณชายจอมจุกจิกชะงัก พูดไม่ออก
เฉินเป่าซฺยางนั่งลงหน้ากระจกแต่งหน้า กลับตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง "ท่านพี่ใหญ่ ท่านดูนี่เถิด นางส่งมาเป็นของแท้จากหอว่านเป่าหมดเลย!"
มองดูปิ่นและห่วงนั่น จางจือซวี่ไม่เข้าใจ "ของเช่นนี้ยังมีของปลอมอีกหรือ"
เฉินเป่าซฺยางเหลือบมองกองของของตนที่เปลี่ยนออกมาอย่างรู้สึกผิดอยู่บ้าง
จางจือซวี่ชำเลืองมองไป ไม่มองยังดียังไม่เป็นไร พอมองก็ขบขันจนโกรธ "เจ้าซื้อของปลอมหรือ?"
แยกดูยังไม่ค่อยชัดเจน แต่เมื่อวางเทียบกับของแท้ ปิ่นทองและปิ่นห้อยระย้าของนางไม่เพียงแบบไม่ถูกต้อง แม้แต่สีสันก็ไม่ถูกต้องตาม
"ข้าไม่มีเงินนี่" นางพึมพำ "ปิ่นที่หอว่านเป่าเพียงหยิบเดียวก็สิบตำลึงแล้ว ใช้ไม่กี่ร้อยอีแปะซื้อของเลียนแบบได้ เหตุใดข้าต้องไปซื้อของแท้ด้วยเล่า"
"ไม่มีเจ้าก็ไม่ต้องสวมใส่ได้"
"จะได้อย่างไรเล่า โลกนี้ย่อมนับถือเครื่องแต่งกายก่อนจึงนับถือคน หากข้าแต่งกายธรรมดา จะปะปนไปกับพวกนางได้อย่างไร?"
จางจือซวี่เอามือกุมขมับหลับตา
เขาตลอดมาดูแคลนผู้ที่ประจบสอพลอผู้มีอำนาจและมักใหญ่ใฝ่สูง เหตุใดจึงได้มาพบกับคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พวกนั้น
"เจ้าท้องหิวแล้ว" เขาเตือนนาง
เฉินเป่าซฺยางติดดอกไม้เพชรประดับสุดท้าย ส่องกระจกพลิกซ้ายพลิกขวาอย่างพอใจ "คนรูปโฉมงามล่มนครอย่างข้านี้ จะเป็นมนุษย์ธรรมดาได้อย่างไร ต้องเป็นเทพธิดา——เทพธิดาไม่จำเป็นต้องเสวยกระยาหาร"
"ไม่มีเงินแล้วใช่ไหม?" เขาสับให้แจ้งแหวกออกมาอย่างไร้ปรานี
เฉินเป่าซฺยางหน้าถอดสี หมดอาลัย เขี่ยของบนโต๊ะ "ข้าเก็บหอมรอมริบมาครึ่งปี รวมแล้วมีสองพันอีแปะ ทั้งเรียนระบำทั้งซื้อเครื่องแต่งตัว ตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่สลึงเดียวแล้ว"
"เช่นนั้นก็เอาพรวนติดผมของหอว่านเป่าไปจำนำสักชิ้นแล้วไปหาซื้อของกินเสีย"
"มิได้" นางรีบปกป้องของบนศีรษะตน "เดิมมีเพียงปิ่นห้อยหนึ่งอันกับดอกไม้เพชรสองอัน อนาถาพออยู่แล้ว หากน้อยไปกว่านี้ก็มิบังควรแล้ว"
"อย่างไรก็ตามท่านพี่ใหญ่อย่าเพิ่งร้อนใจ ข้ามีทางอิ่มท้องได้"