หยุนหลวนเพียงชายตามองครั้งเดียวก็จำได้ว่าผู้นี้เป็นใคร
เขาแซ่จาง เป็นขันทีผู้ดูแลกลองเติงเหวินโดยเฉพาะ นับแต่สิบปีก่อน ผู้ที่ตีกลองเติงเหวินถูกทุบตีจนตาย ก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องกลองใบนี้อีกเลย เขาคิดว่าตนจะเฝ้ากลองใบนี้ไปจนวันตาย
เขาไม่เคยคิดเลยว่า สิบปีให้หลัง จะมีคนมาหาที่ตายอีก
เขากวาดตามองหยุนหลวนอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นคนตีกลองเติงเหวินหรือ”
หยุนหลวนยืดหลังตรง ชายตามองเขาอย่างเรียบเฉย “ใช่ ข้าเอง...”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตีกลองเติงเหวินแล้ว เจ้าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด”
“รู้ ไม้หนักลงทัณฑ์ยี่สิบที...”
“เจ้าฟ้องร้องผู้ใด”
“เซียวเสวียนรุ่ยกับเซียวเสวียนอี้ ทั้งสองร่วมมือกันวางกลฝังสังหารแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินและกองทัพตระกูลหยุนเก้าหมื่นนาย จงใจใส่ร้ายแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินว่าใจร้อนหวังความดีความชอบ ซ้ำยังส่งคนลอบเข้าไปในจวนหยุน ปลอมจดหมายร่วมมือกับข้าศึกทรยศแผ่นดิน หวังใส่ร้ายแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน...”
“ได้ ฎีกานี้ข้ารับไว้ ขอเพียงเจ้าทนไม้หนักลงทัณฑ์ยี่สิบทีกับแผ่นไม้ตอกตะปูได้ ข้าจะถือฎีกานี้ขึ้นไปถึงเบื้องสูงเดี๋ยวนี้” ขันทีจางยกมุมปากเล็กน้อย หัวเราะเย็นเสียงหนึ่ง
เขามองหยุนหลวนด้วยสายตาเหมือนมองคนตายคนหนึ่ง
อ๋องมีรับสั่งมาแล้ว ห้ามให้หยุนหลวนมีชีวิตก้าวผ่านประตูวังแห่งนี้เป็นอันขาด
ขันทีจางเอ่ยเช่นนี้ ชาวบ้านก็พากันสงสัยงุนงงทันที “ไฉนยังต้องลงแผ่นไม้ตอกตะปูอีก แต่ก่อนไม่เคยมีนี่นา มิใช่มีเพียงไม้หนักลงทัณฑ์ยี่สิบทีหรือ”
