ร่างของฮ่องเต้แข็งค้าง ในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ พระองค์ทรงตะลึงงันแล้วตรัสถามขึ้นประโยคหนึ่ง “นี่เสียงอะไร มาจากที่ใด”
มีขันทีคนหนึ่งรีบร้อนพุ่งเข้ามาในห้อง คุกเข่าราบกับพื้น
“ฝ่า... ฝ่าบาท คุณหนูสี่ตระกูลหยุนไปตีกลองเติงเหวินที่หน้าประตูวังพ่ะย่ะค่ะ นาง... นางถือคำสั่งลับมาด้วย บอกว่าจะร้องทุกข์ต่อฮ่องเต้ นางจะฟ้องว่าอี้อ๋องกับรุ่ยอ๋องร่วมมือกัน ถือคำสั่งลับของฝ่าบาทไปฝังทั้งเป็นแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินและกองทัพตระกูลหยุนเก้าหมื่นนาย”
“บัดนี้หน้าประตูวังมีราษฎรคุกเข่าเต็มไปหมด มากมายล้วนเป็นญาติของทหารผู้ภักดีในกองทัพตระกูลหยุน... ทุกคนต่างเขียนหนังสือเลือดร้องความอยุติธรรมมาคนละฉบับ ร่วมร้องทุกข์ต่อฮ่องเต้พร้อมกับหยุนหลวนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงตกพระทัย ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างแรง
“กลองเติงเหวินตั้งแต่เจิ้นขึ้นครองราชย์มา แทบไม่มีผู้ใดกล้าตี หยุนหลวนนางต้องการทำอะไรกันแน่ นางนี่คิดจะบีบเจิ้นจริง ๆ... นางจะใช้ใจราษฎรเป็นอาวุธ ใช้ชาวบ้านมาบีบบังคับเจิ้น...”
พระองค์ทรงกริ้วยิ่งนัก ความอัดอั้นในพระทัยไม่มีที่ให้ระบาย จึงทรงเหลียวไปมองเซียวเสวียนรุ่ย ในพระเนตรเต็มไปด้วยโทสะพลุ่งพล่าน
“เซียวเสวียนรุ่ย เรื่องนี้เจ้าเป็นผู้ก่อทั้งสิ้น เจ้าเป็นคนก่อปัญหาให้เจิ้น... กลองเติงเหวินดังขึ้นเช่นนี้ ราษฎรร่วมลงชื่อในหนังสือเลือดยื่นถวาย เหล่าขุนนางทั้งราชสำนักจะบุกมาถึงในวัง บีบให้เจิ้นพิจารณาคดีนี้”
ขันทีที่คุกเข่าอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา ทูลตอบว่า “ฝ่า... ฝ่าบาท ที่หน้าประตูวังมีแม่ทัพนายกองอยู่ที่นั่นเกือบครึ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ บนหนังสือเลือดก็มีลายชื่อของพวกเขาอยู่ด้วย...”
