หยุนหลวนถูกเซียวถิงเยี่ยนกอดไว้แนบอก ร่างของนางสั่นสะท้านเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
หนาว... หนาวเหลือเกิน
ไม่รู้ว่าลมหนาวพัดมาจากที่ใด เย็นเยียบจนกระดูกทั่วร่างของนางราวกับจับตัวเป็นน้ำค้างแข็ง
เสียงอึกทึกโดยรอบคล้ายพลันเงียบหายไป
นางจมดิ่งอยู่ในโลกของตนเอง
ไม่ฟังว่าผู้อื่นกล่าวสิ่งใด เอาแต่พึมพำซ้ำไปซ้ำมา
“ท่านแม่ พี่ใหญ่...”
“พวกท่านอย่าไป อย่าทิ้งข้าไว้”
“พวกท่านจะ... จากข้าไปเช่นนี้ได้อย่างไร”
หยุนหลวนไม่รู้ว่าหมดสติไปตั้งแต่เมื่อใด... ในห้วงสติพร่าเลือน นางรู้สึกเพียงว่าร่างกายเดี๋ยวก็เย็นเฉียบ เดี๋ยวก็ร้อนราวกับถูกไฟแผดเผา
นางไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใด ไม่รู้วันเดือนปี
นางติดอยู่ในฝันร้ายของตนเอง ราวกับดิ้นรนเท่าไรก็ไม่มีวันหลุดพ้น
นางมักฝันถึงท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ใหญ่
พวกเขาอาศัยอยู่ในเรือนอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง ท่านพ่อกับพี่ใหญ่กำลังยิ้มพลางเล่นหมากล้อม ส่วนท่านแม่ถือเข็มกับด้าย ปักชุดแต่งงานอยู่
ทั้งสี่คนเงยหน้าขึ้นมาพูดคุยหยอกล้อกันเป็นครั้งคราว
ท่านแม่ยื่นลวดลายที่ปักเสร็จแล้วให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ดู อวดผลงานจากน้ำพักน้ำแรงของตน
“ดูสิ... หงส์ที่ข้าปักตัวนี้เหมือนมีชีวิตจริง ทั้งงดงามและประณีตใช่หรือไม่? หากหลวนเอ๋อร์สวมชุดนี้ ต้องงามมากแน่”
ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ยิ้มรับคำทันที ต่างเอ่ยชมว่าท่านแม่มีฝีมือประณีต
ท่านแม่มีสีหน้าเปี่ยมสุขและพึงพอใจ
