คำพูดของฮูหยินฟู่คราวนี้เรียกได้ว่าตรงจุดยิ่งนัก จนฟู่จืออวี้ถึงกับพูดไม่ออก
สือชิงเหยียนช่างกล้าหาญจริง ๆ นางแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าหลงรักฮ่องเต้องค์ใหม่ จนเรื่องนี้แพร่รู้ไปทั่ว
ได้ยินว่า ก่อนหน้านี้เพราะการคัดเลือกหญิงงามถวายองค์รัชทายาท นางถึงกับอดอาหารประท้วงอยู่ในบ้าน เกือบจะพลีชีพเพราะความรักไปเสียแล้ว
นางไม่ใส่ใจเลยว่าชื่อเสียงของตนจะได้รับผลกระทบเพียงใด ความรักที่นางมีต่อฮ่องเต้องค์ใหม่นั้นดูร้อนแรงและเอิกเกริกยิ่งนัก
บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ นางจึงมีโอกาสดึงดูดพระทัยของฮ่องเต้องค์ใหม่ และได้เข้าไปอยู่ในพระทัยของพระองค์กระมัง?
ความระมัดระวังเพียงน้อยนิดในใจฟู่จืออวี้พลันมลายหายไปจนสิ้น
มารดาพูดถูก นางก็ควรเคลื่อนไหวบ้าง ให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ได้รู้ว่าในเมืองหลวงยังมีฟู่จืออวี้ผู้โดดเด่นเช่นนางอยู่
ทว่า ฟู่จืออวี้ยังมีเรื่องกังวลอยู่บ้าง นางต้องจัดการเรื่องของเฝิงซู่ชิงให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยพูดถึงวันข้างหน้าได้
หากเรื่องนี้ยังไม่ยุติลง สำหรับนางแล้วก็ยังคงเป็นภัยแฝง
ฟู่จืออวี้เหลือบมองฮูหยินฟู่ นางไตร่ตรองถ้อยคำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยทีละคำว่า “ท่านแม่ให้ลูกไปเป็นเพื่อนร่วมงานเลี้ยง ลูกย่อมยินดีตอบรับ ทว่า... เรื่องพี่หญิง ลูกเป็นห่วงพี่ใหญ่เหลือเกิน จึงไม่มีกะจิตกะใจไปร่วมงานเลี้ยง”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ฮูหยินฟู่ก็พลอยกลุ้มใจไปด้วย
นางอดทอดถอนใจไม่ได้ “บิดาเจ้าเป็นคนดื้อรั้นนัก ลงโทษให้พี่ใหญ่ของเจ้าคุกเข่าตลอดคืน... ยามนี้พี่ใหญ่ของเจ้าแทบถูกทรมานจนไม่เหลือสภาพคนแล้ว”
นางยังไม่ได้ไปดูเขาสักครั้ง ตั้งใจจะนำอาหารไปให้หมิงเอ๋อร์ แต่ผู้ใดจะรู้ว่าฟู่เหวินเซิงกลับให้คนมาถ่ายทอดคำพูดว่า หากไม่อยากให้เขาโมโห ก็จงออกไปเสียโดยเร็ว
