ถังเผิงรู้สึกราวกับฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
เขานั่งเหม่อลอยอยู่ในโถงรับรอง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสงบใจจากความหวาดหวั่นและกระวนกระวายได้
จนกระทั่งองค์หญิงหนีหวงส่งคนมาสอบถามเรื่องเมืองเย่
ถังเผิงจึงยกแขนเสื้อขึ้น เช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากด้วยแขนที่สั่นเทา
เขาสั่นระริกขณะกำลังจะลุกขึ้น ทว่าพลันรู้สึกมืดมัวไปชั่วขณะ
ฝีเท้าเซถลา เกือบล้มลงกับพื้น
องครักษ์ที่อยู่ข้างกายรีบยื่นมือมาประคองแขนเขาไว้ “ท่านเจ้าเมือง ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ถังเผิงตอบเสียงสั่น “ข้า...ข้าไม่เป็นไร องค์...องค์หญิงทรงให้ข้าไปกราบทูลด้วยตนเองใช่หรือไม่?”
องครักษ์พยักหน้าอย่างช้า ๆ “ใช่แล้ว องค์หญิงทรงให้ท่านไปกราบทูลด้วยตนเอง”
ถังเผิงกลืนน้ำลาย “ได้ เช่นนั้น...ไปกันเถิด”
ตลอดทาง ถังเผิงอยู่ในสภาพเหม่อลอย
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเดินมาถึงที่ประทับขององค์หญิงหนีหวงทีละก้าวได้อย่างไร
ใบหน้าซีดขาว แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
เขาก้าวเท้าหนักเบาไม่เท่ากันเข้าสู่โถงรับรอง
องค์หญิงหนีหวงกำลังเอนกายอยู่บนตั่งงาม ข้างกายมีบุรุษรูปงามสองคนคอยนวดขาและบีบไหล่ให้
นางหลับตาพริ้ม ส่งเสียงฮัมเบา ๆ อย่างเพลิดเพลิน
เมื่อรู้ว่ามีคนเข้ามา
นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ครั้นเห็นถังเผิงมาถึง
นางก็โบกมือให้บุรุษทั้งสองออกไป ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง
“สืบเรื่องราวได้อย่างไรบ้าง?”
เข่าอ่อนยวบ ถังเผิงทรุดลงคุกเข่ากับพื้นดังตุบ
