ร่างของเซียวเสวียนรุ่ยแข็งทื่อไปทั้งร่าง เขามองสตรีที่มีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ทั่วกายเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ในชั่วขณะนี้ จู่ ๆ เขาก็นึกถึงภาพยามพบหยุนหลวนเป็นครั้งแรก
ยามนั้น นางสวมอาภรณ์สีแดง ดูงดงามน่ารักยิ่งนัก
หยุนหลวนหันกลับมา ส่งยิ้มบาง ๆ ให้พวกเขา
ในอ้อมแขนของนางมีป้ายวิญญาณแผ่นหนึ่ง ชื่อที่เขียนด้วยเลือดบนป้ายวิญญาณ ล้วนเป็นคนในตระกูลหยุนของนาง
ไม่รู้ว่าหิมะขนห่านโปรยปรายลงมาอีกตั้งแต่เมื่อใด สองเท้าของนางเหยียบย่ำอยู่บนกองหิมะ ดวงตาเหม่อมองใบหน้าหล่อเหลาของ ‘เซียวเสวียนรุ่ย’
“หลายปีมานี้ คนทั้งตระกูลหยุนต่างเสี่ยงชีวิตเพื่อเจ้า เพื่อช่วยให้เจ้าได้ครองแผ่นดิน บิดาและพี่ชายของข้าตายอย่างไร้ที่ฝัง พี่สาวคนที่สามยอมตายเพื่อช่วยเจ้า กระทั่งตายก็ยังมิได้หลับตา พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้คนที่สอง มารดา น้องชาย...”
“เซียวเสวียนรุ่ย หนี้เลือดทุกหยดนี้ เจ้าคิดจะชดใช้อย่างไร? ข้ามีความผิด ข้ายอมรับ แต่เจ้าเล่า เจ้าก่อหนี้เลือดไว้มากมายถึงเพียงนี้ ยามหลับฝันกลางดึก เจ้าเคยฝันร้ายบ้างหรือไม่?”
นางเอ่ยพลางก้าวเข้าหาคนชั่วช้าทั้งสองทีละก้าว
องครักษ์รอบด้านไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามา ทุกคนต่างตะลึงงันกับภาพตรงหน้า
กลิ่นสิ่งของไหม้เกรียมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
หิมะโปรยปรายไม่ขาดสาย เกล็ดหิมะทับถมลงบนร่างนางเป็นชั้น ๆ ทว่ากลับไม่อาจดับเปลวเพลิงที่เผาไหม้อยู่บนตัวนางได้
นางคล้ายไม่รู้สึกเจ็บปวด ยังคงก้าวเข้าใกล้พวกเขาทีละก้าว
