ร่างของเฉ่าหยวนสือพุ่งวาบดุจสายฟ้า ฉีกม่านพายุทรายและเปลวเพลิงที่เบาบางลงไปมาก ก่อนจะทะยานเข้าสู่ใจกลางพายุซึ่งเหลือรัศมีไม่ถึง 1 กิโลเมตรเป็นคนแรก
ส่วนนักพรตเสวี่ยไห่ขับเคลื่อนสมบัติวิเศษรูปขลุ่ยกระดูกที่เปล่งแสงสีเลือด ตามอยู่ด้านหลังอย่างไม่รีบร้อน ปล่อยให้เฉ่าหยวนสืออยู่ข้างหน้า คอยแหวกทางให้
ทิวทัศน์ในเขตใจกลางที่เห็นตรงหน้ากลับเหนือความคาดหมาย ไม่มีท่าทีเตรียมพร้อมรับมืออย่างเข้มงวด มีเพียงอาคารทรงสี่เหลี่ยมที่เปล่งประกายหลากสี ลอยอยู่กลางอากาศ
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าต่าง ในมือประคองเสื้อคลุมตัวใหม่เอี่ยมซึ่งเปล่งแสงจันทร์อันกระจ่างเย็น เขามองพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับพายุด้านนอกไม่ได้เพิ่งพังทลายลง
“นักปราชญ์!”
แม้ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เฉ่าหยวนสือก็รู้ได้ทันที ท่วงท่าสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ แม้ฟ้าดินภายนอกจะถล่มทลายก็ยังไม่อาจรบกวนได้แม้แต่น้อย ตรงกับภาพของผู้แข็งแกร่งในจินตนาการของเขา
แนวป้องกันพังทลาย ศัตรูประชิดตัว แต่อีกฝ่ายกลับสงบนิ่งถึงเพียงนี้... ในสายตาของนักสู้ที่ผ่านการต่อสู้เอาชีวิตรอดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนอย่างเฉ่าหยวนสือ มองอย่างไรก็มีพิรุธ
“ไม่ชอบมาพากล!”
ระฆังเตือนภัยในใจเฉ่าหยวนสือดังระงม พลังปราณและเลือดเริ่มไหลเวียนเร็วขึ้นตามสัญชาตญาณ
แต่ลูกธนูพ้นคันไปแล้ว ย่อมไม่มีทางหวนกลับ
เขาออกแรงส่งตัวอย่างฉับพลัน พื้นดินระเบิดเป็นหลุมใหญ่ ร่างแปรเป็นลำแสงสีแดงพร่าเลือน พุ่งเข้าใส่ซูหลัวด้วยความเร็วหลายเท่าของเสียง อากาศเบื้องหน้าหมัดถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด ก่อนระเบิดดังแหลมบาดหู
นักพรตเสวี่ยไห่ที่ตามมาติด ๆ ก็เป็นจอมเก๋าเช่นกัน หลังแน่ใจว่าใช้เฉ่าหยวนสือเป็นโล่กำบังด้านหน้าแล้ว เขาก็เรียกไพ่ตายที่เก็บงำไว้ออกมาโดยไม่ลังเล
เขาสะบัดแขนเสื้อ ธงผืนยาวสีหม่นทึบปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับอัดแน่นไปด้วยเสียงกรีดร้องของสรรพชีวิตนับไม่ถ้วน
ผืนธงขยับไหวเองทั้งที่ไร้ลม ใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวบนธงส่งเสียงโหยหวนไร้สุ้มเสียง พลังเลือดและไอสังหารเข้มข้นจนแทบจับต้องได้พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้พายุ เปลวเพลิง และเม็ดทรายหินรอบด้านต่างหลีกหนี
