นั่งอยู่บนตอไม้กว่าครึ่งชั่วโมง จินเฟิงก็ต้องยอมรับความจริง
เขาข้ามภพมาแล้ว
จากศตวรรษที่ 21 อันทันสมัย มาสู่สังคมศักดินาที่ล้าหลัง
“สวรรค์ ท่านจงใจเล่นงานข้าหรือ?”
จินเฟิงแหงนหน้ามองฟ้า ยิ้มขื่นพลางถอนหายใจ
ชาติที่แล้ว จินเฟิงมาจากหมู่บ้านห่างไกลที่ยากจน เขามุมานะพยายามอย่างหนัก สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จากนั้นทำงานไปด้วยเรียนไป เรียนต่อเนื่องตั้งแต่ปริญญาตรี โท เอก พอเรียนจบก็กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนชั้นสูง... ถุย วิศวกรเครื่องกลอาวุโส เงินเดือนหลายล้านต่อปี
ประสบการณ์เช่นนี้นับว่าสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง แม้แต่ตัวจินเฟิงเองก็คิดว่าตนคือผู้ชนะในชีวิต
แต่ใครจะคาดคิด เพิ่งเริ่มงานได้ไม่กี่วัน ก็เกิดอุบัติเหตุเพราะทำงานล่วงเวลาติดต่อกันจนสมาธิลดลง ส่งผลให้เข้าร่วมกองทัพนักข้ามภพอย่างสมเกียรติ มาอยู่ในราชวงศ์ที่ชื่อว่าต้าคัง และเข้าร่างช่างตีเหล็กหนุ่มคนหนึ่ง
“หรือว่าทุกคนที่ชื่อจินเฟิงจะชะตากรรมขมขื่นแบบนี้?”
ถูกต้อง ช่างตีเหล็กที่เขาเข้าร่างก็ชื่อจินเฟิงเช่นกัน และหากเทียบกันแล้ว ยิ่งน่าเวทนายิ่งกว่าเขาเสียอีก
เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานก็ต้องติดตามพ่อแม่ร่อนเร่พเนจรหลบภัยสงคราม ภายหลังกว่าจะหนีมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาที่ชื่อว่า ‘อ่าวซีเหอ’ แห่งนี้ได้ก็แสนลำบาก เพิ่งจะลงหลักปักฐานได้ แม่ก็ล้มป่วยตายจากไป
ช่างตีเหล็กเฒ่ารู้ดีว่าการเรียนหนังสือเท่านั้นถึงจะมีทางออก จึงคาดเข็มขัดรัดท้องส่งจินเฟิงน้อยไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา หวังว่าสักวันหนึ่งจะสอบเข้ารับราชการ ได้ก้าวหน้าสร้างชื่อเสียง
น่าเสียดายที่จินเฟิงคนนี้ไม่ใช่เนื้อคู่ของตำราเรียนเลยจริง ๆ สู้ทนเรียนหนังสืออย่างยากลำบากอยู่สิบปี แม้แต่ซิ่วไฉก็สอบไม่ติด
ปีที่แล้ว ช่างตีเหล็กเฒ่าล้มป่วยเสียชีวิต ทรัพย์สมบัติเล็กน้อยที่ทิ้งไว้ก็ถูกจินเฟิงใช้จนหมดเกลี้ยง
ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ กินแต่ข้าวต้มวันละมื้อเดียว หิวจนวิงเวียนศีรษะ ชนหัวเข้ากับเสา
การชนครั้งนี้ ก็ส่งจินเฟิงจากศตวรรษที่ 21 มาสู่ราชวงศ์ต้าคัง...
“พี่ชายบ้านจิน ขบวนส่งตัวเจ้าสาวจากอำเภอใกล้ถึงแล้ว ผู้ใหญ่บ้านให้ท่านรีบไปที่ปากหมู่บ้าน”
เด็กชายอายุสิบสองสิบสามปีตะโกนบอกที่หน้าประตู แล้วไม่รอว่าจินเฟิงจะได้ยินหรือไม่ ก็วิ่งกระโดดกระเด้งจากไปอีก
“ขบวนส่งตัวเจ้าสาว?”
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแวบผ่านเข้ามาในสมองของจินเฟิง
สงครามต่อเนื่องยาวนานทำให้ประชากรชายของราชวงศ์คังลดลงอย่างน่าตกใจ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของประชากร ราชสำนักจึงออกกฎระเบียบว่า ชายอายุครบสิบแปด หญิงอายุสิบเจ็ด จะต้องแต่งงานเป็นครอบครัว มิเช่นนั้นจะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีกสามในสิบส่วน
ประชากรชายน้อยลง ขาดแคลนแรงงาน แถมยังมีภาษีอากรจุกจิกต่าง ๆ และการขูดรีดของโจรภูเขา ชาวบ้านจำนวนมากจึงกินข้าวได้เพียงมื้อเดียวต่อวัน เก้าคนในสิบคนนั้นแบกรับภาระภาษีเพิ่มไม่ไหว
จินเฟิงมีทะเบียนบ้านเป็นช่างฝีมือ ไม่ต้องเป็นทหารเกณฑ์ แต่ภาษีกลับหนักกว่าครอบครัวชาวนาและพรานป่า ดังนั้นโดยธรรมชาติจึงแบกรับไม่ไหวเช่นกัน
เมื่อถึงวัยสมรส ต้นปีที่อำเภอมาเก็บภาษี จึงได้แต่แจ้งว่าจะยอมแต่งงานในปีนี้
เขามีชื่อเสียงในอ่าวซีเหอว่าเป็นคนเกียจคร้านไม่ทำการทำงาน เห็นชัดว่าจะต้องอดตายในภายหน้า ใครเลยจะยอมยกลูกสาวให้เขา?
แต่ไม่เป็นไร ราชวงศ์คังมีอะไรไม่มาก ก็แต่สตรีวัยออกเรือนนี่แหละที่มาก
ปลายฤดูใบไม้ผลิและปลายฤดูใบไม้ร่วง อำเภอจะจัดขบวนส่งตัวเจ้าสาวสองครั้ง นำหญิงสาววัยเหมาะสมที่ยังไม่ได้แต่งงานไปส่งยังหมู่บ้านและตำบลต่าง ๆ ให้ฝ่ายชายเป็นผู้เลือก
ไม่ว่าฝ่ายชายจะเป็นง่อยหรือตาบอด ขอเพียงถูกเลือกก็ต้องแต่งงานมีลูก
“นี่คือที่เขาว่ากันว่าทางราชการแจกเมียหรือ? หรือว่าท่านเลขาต้าคังจะข้ามภพมาด้วย สวัสดิการดีขนาดนี้เชียว”
เพิ่งข้ามภพมายังไม่ได้กินข้าวสักคำก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว จินเฟิงรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง จึงได้แต่แซะอยู่ในใจ
สำหรับขบวนส่งตัวเจ้าสาวที่จะมาถึงต่อไป ก็มิได้มีความคาดหวังอันใด
ผู้ที่มากับขบวนล้วนเป็นหญิงสาวจากแต่ละหมู่บ้านที่แต่งงานไม่ออก พูดไม่ดีก็คือของที่คนอื่นคัดเลือกแล้วเหลือทิ้ง คุณภาพจะเป็นเช่นไรก็พอจะนึกออก
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่เลือกก็มิได้
ฝ่ายชายมีสิทธิ์เลือก แต่มิได้มีสิทธิ์ที่จะไม่เลือก
นั่นก็คือ ทุกวันนี้ไม่ว่าเขาจะพอใจหรือไม่พอใจ ล้วนต้องรับเมียกลับไป มิเช่นนั้นจะถือว่าขัดขืนภาษี ต้องถูกส่งไปสนามรบจนกว่าจะตาย
จินเฟิงได้แต่ทนความหิวโหยในท้อง เดินไปยังปากหมู่บ้าน
บนยกพื้นทางทิศเหนือของถนน มีชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ คนหนึ่งหลังค่อม อีกคนเป๋ ส่วนคนที่เหลือแม้แขนขาจะครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ใบหน้าทรามทรุด ท่าทางคล้ายนักเลง แวบแรกก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี
พวกเขาล้วนเหมือนกับจินเฟิง เป็นพวกที่คนในหมู่บ้านยอมให้ลูกสาวไปร่วมงานเลือกคู่โดยเสี่ยงดวงโชค ก็ยังดีกว่ายอมแต่งงานกับพวกเขา
“ดูนั่น จินเฟิงมาแล้ว จตุรเทพครบองค์แล้ว”
มีเด็กน้อยเห็นจินเฟิงเดินมา ก็กระโดดโลดเต้นพลางตะโกน
“อย่าพูดเหลวไหล!”
แม่ของเด็กรีบเอามือปิดปากลูก
ไอ้หลังค่อม ไอ้ขาเป๋ ที่ทำงานหนักไม่ไหว พวกนักเลงหัวไม้ที่ชอบเกี้ยวพาสาว ๆ และแม่ม่าย บวกกับจินเฟิงที่ทั้งหัวโบราณและไร้ความสามารถ ถูกพวกเด็กในหมู่บ้านขนานนามว่า ‘จตุรเทพ’
ปกติจินเฟิงเกลียดฉายานี้เข้ากระดูกดำ ได้ยินทีไรก็โกรธจนตัวสั่น แต่ทว่าวันนี้กลับเพียงยิ้มให้เด็กน้อยแล้วเดินขึ้นไปบนยกพื้น
“พี่ชายบ้านจินมาแล้ว!”
เจ้าเป๋และไอ้หลังค่อมต่างยิ้มแย้มทักทาย
ส่วนนักเลงหัวไม้กลับเพียงแค่นเสียงเย็นชาด้วยความดูแคลน เขย่งเท้ามองไปยังทางเดินเล็ก ๆ ที่ปากหมู่บ้าน
“พี่ชายบ้านหลิว พี่ชายบ้านจาง!”
จินเฟิงยิ้มตอบรับ
“มาแล้ว มาแล้ว!”
นักเลงหัวไม้ชี้ไปยังปากหมู่บ้าน ตะโกนเสียงดัง
บนทางเดินเล็ก ๆ ที่ปากหมู่บ้าน มีขบวนที่ชูป้ายสีแดงขบวนหนึ่งค่อย ๆ เดินใกล้เข้ามา
ผู้นำขบวนคือเจ้าหน้าที่อำเภอห้านายและแม่สื่อที่สวมกระโปรงสีแดงฉูดฉาดคนหนึ่ง ด้านหลังมีหญิงสาวแบกห่อสัมภาระตามมาอีกยี่สิบกว่าคน
ผู้ใหญ่บ้านนำผู้คนไปต้อนรับเจ้าหน้าที่อำเภอ ส่วนแม่สื่อก็บัญชาให้หญิงสาวเหล่านั้นไปยืนอยู่ตรงข้ามกับจินเฟิงทั้งสี่
การส่งตัวเจ้าสาวเป็นธรรมเนียมที่ทำกันมาหลายปีแล้ว พวกหญิงสาวจึงไม่อาย แต่กลับสำรวจรอบ ๆ ตัวด้วยความสงสัยใคร่รู้
ห่อสัมภาระที่พวกนางแบกอยู่ก็คือสินสอดของฝ่ายหญิง หากถูกเลือก อีกเดี๋ยวก็จะอยู่ที่นี่ทันที
หมู่บ้านตรงหน้าแห่งนี้ อาจเป็นบ้านของพวกนางในอนาคต และผู้คนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ เหล่านี้ ก็อาจเป็นครอบครัวของพวกนางในภายภาคหน้า...
“ถ้ามีไฟมาเป็นแถว ๆ ด้วยก็ดีสิ”
จินเฟิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรายการหาคู่ชื่อดังบางรายการ
เพียงแต่เหล่าสาวงามผู้เข้าร่วมรายการในครั้งนี้ ก็อย่างที่เขาคาดไว้ คุณภาพไม่ได้สูงนัก
ส่วนใหญ่ล้วนเพราะตรากตรำทำงานหนักตลอดทั้งปี ใบหน้าซูบซีด ผิวพรรณคล้ำเสีย
ทว่าหญิงสาวที่อยู่ท้ายแถวผู้หนึ่งทำให้จินเฟิงตาพร่าเป็นประกาย
แม้ว่าสตรีผู้นี้จะสวมเสื้อผ้าเก่าขาดยิ่งกว่าหญิงสาวคนอื่น ๆ แต่ใบหน้าของนางกลับนุ่มนวลขาวผุดผ่อง หน้าตาได้สัดส่วนงดงามยิ่ง ดวงตาโตกลมแป๋วชุ่มฉ่ำคู่นั้น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะเกิดความเอ็นดู
ในยุคอินเทอร์เน็ต เพียงเปิดโทรศัพท์มือถือก็มีสาวสวยเน็ตไอดอลเต็มไปหมด แต่จินเฟิงสามารถตบอกยืนยันได้เลยว่า หญิงสาวในอาภรณ์สีน้ำเงินผู้ไร้เครื่องสำอางนี้ ความงามระดับแนวหน้าสามารถเอาชนะเน็ตไอดอลที่แต่งแต้มอย่างประณีตทั้งหลายได้อย่างราบคาบ
“สาวงามระดับนี้ น่าจะเป็นที่หมายปองของคนจำนวนมากนะ เหตุใดจึงตกกระไดพลอยโจนมาอยู่ในขบวนส่งตัวเจ้าสาวได้?”
จินเฟิงรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง
เจ้าเป๋ที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นว่าจินเฟิงเอาแต่จ้องมองหญิงสาวในชุดสีน้ำเงิน จึงขยับเข้ามากระซิบเบา ๆ ว่า “พี่ชายบ้านจิน ท่านจ้องมองกวนเสี่ยวโหรวตลอดเลย มีเหตุใด?”
จินเฟิงไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับว่า “เจ้ารู้จักนางหรือ?”
“ท่านไม่รู้หรือ?”
หลี่ฉือโถวอึ้งไปชั่วขณะ
พลันนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้จินเฟิงอวดอ้างตนว่าเป็นบัณฑิตตลอดมา เพื่อแสดงความสูงสง่า เวลาขบวนส่งตัวเจ้าสาวมา จึงไม่เคยมาดู
“นางก็คือตัวกินเงินจากอ่าวกวนน่ะสิ”
หลี่ฉือโถวกระซิบเตือน