ถ้าไม่กลัวว่าจะถูกจับได้ เฉิงชีชีก็อยากจะเก็บของในห้องไปให้หมดทั้งห้องแล้ว เธอเลือกเก็บเฉพาะของที่ไม่เด่นสะดุดตาไป
ออกจากเรือนหลักแล้ว เฉิงชีชีกำลังจะเดินจากไป แต่ก็วกกลับเข้าไปในเรือนบ่าวไพร่เสียก่อน เก็บกวาดที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้า รองเท้าถุงเท้าทั้งหมดไปจนเกลี้ยง
บ่าวรับใช้ของตระกูลใหญ่ แค่เสื้อผ้าที่นอนผ้าห่ม ก็ยังเทียบเท่าคุณหนูตระกูลเล็กนอกนั่นได้
ออกจากเรือนใหญ่แล้ว เฉิงชีชีก็ไปยังเรือนซงเซียงของเหล่าไท่จวินต่อ เธอเคยมาที่นี่แค่ครั้งเดียว คราวนี้ก็เดินเข้าไปราวกับไม่มีผู้คน งัดคลังสมบัติออก เห็นสมุนไพรและของล้ำค่าหลากหลายนานา ดวงตาเฉิงชีชีเป็นประกาย เก็บเรียบ!
เรือนหลีเซียงเก๋อ!
ที่พักของหลินฮุ่ยหลานอนุภรรยาคนเดียวในจวนโหวกับจิ้นเสวี่ยเอ๋อร์บุตรสาว
แม่ลูกคู่นี้ชอบเยาะเย้ยเธอกับซุ่ยอานว่าเป็นเด็กบ้านนอก ฐานะต่ำต้อยขึ้นโต๊ะไม่ได้
เฉิงชีชีรื้อค้นขนไปทั่วพลางอดทอดถอนใจไม่ได้ หลินฮุ่ยหลานกับแม่นางเสวี่ยเอ๋อร์ นอกจากเครื่องประดับอัญมณีแล้ว ก็เหลือแต่เสื้อผ้าเต็มหีบ ๆ กับผ้าสารพัดชนิด พวกนางมีแค่สองคน เสื้อผ้าและผ้ามากมายขนาดนั้น จะใส่ทันได้ยังไง?
เฉิงชีชีมุ่งตรงไปยังครัวเล็ก มองเบเกอรีอัดแน่นทั้งครัว ก็ไม่เกรงใจสักนิด เก็บเข้าไปในมิติจนเกลี้ยง แม่ลูกคู่นี้รู้จักเสพสุขเอาเรื่องทีเดียว
กลับมาถึงเรือนม่อจู๋ ชุนเถากำลังขุดมันหวานกับมันฝรั่งอยู่กับบุตรสาววัยสามขวบ
“ท่านแม่ ดูสิ มันฝรั่งลูกใหญ่จังเลย!”
จิ้นซุ่ยอานถือมันฝรั่งที่ใหญ่กว่ากำปั้นของตัวเอง วิ่งมายังเฉิงชีชีพลางยิ้มตาหยี
“ดีมากจ้ะ”
เฉิงชีชีย่อตัวลง อุ้มบุตรสาวไว้อย่างมั่นคง นางพยายามสุดชีวิตเบ่งคลอดบุตรออกมา ประคบประหงมเลี้ยงดูมาจนโตถึงสามขวบ ต้องให้รอดปลอดภัยอย่างสันติ
“ซื่อจื่อเฟย มันหวานกับมันฝรั่งพวกนี้ขุดแล้วก็ขนไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” ชุนเถาวิ่งมาอย่างร้อนใจพลางเอ่ย “หมัวมัวอู๋ไปเรือนหน้าแล้ว เราจะทำยังไงกันเจ้าคะ?”
จวนโหวถูกล้อมไว้ ซื่อจื่อเฟยกับคุณหนูก็หนีไม่ได้
“ชุนเถา เอากระดาษมันมารวบซาลาเปาให้หมด” เฉิงชีชีจูงมือบุตรสาวพลางเริ่มตักมันฝรั่งกับมันหวานใส่ข้องไม้ไผ่
ชุนเถา “...” ป่านนี้แล้ว ซื่อจื่อเฟยยังคิดถึงเรื่องกินซาลาเปาอีกหรือ?
ชุนเถาเก็บซาลาเปาใส่ห่อผ้าหมดทั้งห่อ นางเอ่ยอย่างกังวล “ทำยังไงดีเจ้าคะ? ไม่สู้ท่านพาคุณหนูหนีออกไปทางรูสุนัขเถิด แม้อับอายไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็รอดชีวิตนะเจ้าคะ พวกเรา...”
ธนบัตรเงินหยิบหนึ่งสกัดคำพูดต่อมาของชุนเถาไว้
“ธนบัตรพวกนี้ เจ้าเอาไป หนีออกไปทางรูสุนัข ไปซื้อรถม้าสักสองสามคัน ที่นอนผ้าห่ม รองเท้าเสื้อผ้า โดยเฉพาะรองเท้า ซื้อให้มากหน่อย แล้วก็สมุนไพรกับเสบียง”
“รถม้าซื้อดี ๆ สักคัน ที่เหลืออีกสองคัน ภายนอกจะเรียบง่ายก็ได้ แต่ข้างในให้ปูฟางเพิ่มอีกหน่อย”
“พอถึงเวลาเนรเทศ เจ้าค่อยมาส่งนอกเมือง”
เฉิงชีชีหยิบสัญญาขายทาสออกมาจากอกเสื้อ “นี่คือใบทาสของเจ้า นับแต่วันนี้ เจ้าเป็นไทแก่ตัวแล้ว”
“ซื่อจื่อเฟย”
ชุนเถาคุกเข่าลงตรง ๆ พลางเอ่ยเสียงสะอื้น “ชุนเถอไม่ไปเจ้าค่ะ ท่านพาคุณหนูหนีไปเร็วเถิด”
ถ้าไม่ใช่เพราะซื่อจื่อเฟยใจดี นางคงตายตั้งนานแล้ว
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของชุนเถาอาบไปด้วยน้ำตา เฉิงชีชีพยุงนางขึ้นมา เอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้ “ข้าไปไหนไม่ได้แล้ว เจ้าเอาเงินติดตัวออกไป ซื้อของส่งมาให้บ้าง ระหว่างทางเนรเทศ ข้ากับอานอานก็จะได้มีโอกาสรอดมากขึ้น”
“ซื่อจื่อเฟย”
ชุนเถาตื่นตระหนกจนไม่รู้จะทำอย่างไร
“รีบไป”
น้ำเสียงเฉิงชีชีเด็ดเดี่ยว ไม่ให้ใครโต้แย้ง ผลักชุนเถาให้เดินออกไป
“ซื่อจื่อเฟย ข้า ข้าจะซื้อของดี ๆ มาส่งให้ท่านแน่เจ้าค่ะ”
ชุนเถาซ่อนธนบัตรเงินไว้ในเสื้อชั้นในที่แนบเนื้อ แล้วหยิบเศษเงินที่ตนสะสมไว้ออกมาด้วย จากนั้นจึงเริ่มเดินออกไป
พอชุนเถาไปแล้ว เฉิงชีชีก็ย่อตัวลง ยื่นซาลาเปาชิ้นหนึ่งให้จิ้นซุ่ยอานพลางลูบผมนุ่มสลวยของนางเบา ๆ “อานอาน เจ้านั่งกินซาลาเปาอยู่ตรงนี้แต่โดยดี แม่มาเดี๋ยวเดียวเอง นะจ๊ะ?”
“อานอานจะเป็นเด็กดี”
จิ้นซุ่ยอานถือซาลาเปาค่อย ๆ กินทีละคำสองคำ
“เช่นนั้น อานอานนับมดเล่นนะ? นับถึงหนึ่งร้อย?” เฉิงชีชีถาม
“หนึ่ง สองสาม...”
จิ้นซุ่ยอานก้มหน้านับมดกินซาลาเปา
เฉิงชีชีหันหลังกลับ ได้ยินเสียงสดใสของบุตรสาว “ยี่สิบ สามสิบ...”
“หนึ่ง สอง สาม สี่...”
เฉิงชีชีส่ายหน้าอย่างจนใจ บุตรสาวนับเลขเก่งที่สุดได้แค่สามสิบ แล้วก็ต้องเริ่มนับใหม่
นางรีบเก็บกวาดผักจำพวกมันฝรั่ง มันหวาน มะเขือม่วง ข้าวโพด ถั่วแระ เก็บเข้าไปในมิติจนหมด แม้แต่ต้นหอมก็ไม่เว้น
ขิงอ่อนขิงแก่ที่เก็บไว้ในหลุมดิน เฉิงชีชียิ่งเก็บเข้าสเปซมิติจนเกลี้ยง มองดูพื้นดินที่โล่งเตียนแม้แต่หญ้าก็ไม่เหลือ นางก็รู้สึกดีใจเป็นที่สุดที่ตนนั้นชอบปลูกผักทุกที่ไป
ทันใดนั้น เสียงดังมาจากนอกเรือน เฉิงชีชีรีบวิ่งไปหาจิ้นซุ่ยอาน โอบกอดนางไว้
“เฉิงชีชี จิ้นซุ่ยอานอยู่ไหน?”
ผู้คุมองครักษ์หกนายถือกระบี่ยาวตั้งแถวหน้ากระดาน แต่ละคนหน้าตาดุร้ายน่ากลัว
“อานอานดี อย่ากลัวเลย”
เฉิงชีชีอุ้มจิ้นซุ่ยอานขึ้นมา ในใจคิดเงียบ ๆ ว่า ในที่สุดก็มาสักที!
“ไป!”
องครักษ์ถือกระบี่ยาวสั่งให้พวกนางเดิน
เฉิงชีชีก็ไม่ได้พูดอะไร อุ้มจิ้นซุ่ยอาน สะพายซาลาเปาไปเรือนหน้า
“ท่านแม่ พวกเราจะไปพบท่านพ่อหรือ?”
จิ้นซุ่ยอานถือซาลาเปาอยู่ในมือ มองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัย ใบหน้าเล็ก ๆ ถามด้วยความฉงน “ทำไมท่านพ่อถึงนอนในกล่องไม้ใหญ่ล่ะ?”
เฉิงชีชีก้มมองบุตรสาวที่แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง นางพยักหน้า “อานอาน รีบกินซาลาเปาเถอะจ้ะ เดี๋ยวเจอคุณพ่อนอนอยู่ อย่าไปรบกวนคุณพ่อ เข้าใจไหม?”
เด็กน้อยไม่เข้าใจว่าความตายคืออะไร อธิบายไปก็ไม่เข้าใจ ยังไงก็สู้โกหกด้วยความหวังดีไม่ได้
“อืม”
จิ้นซุ่ยอานพยักหน้าหนักหน่วง ดวงตากลมโตสดใส นางถาม “ท่านแม่ งั้น อานอานจะเก็บซาลาเปาไส้หมูชิ้นใหญ่ที่สุดอร่อยที่สุดไว้ให้ท่านพ่อนะ!”
เฉิงชีชี “...”
แม้ตลอดสามปีมานี้ นางจะทุ่มเทรักบุตรสาวอย่างหมดจิตหมดใจ แต่ก็ยังไม่อาจทดแทนความเป็นพ่อได้
“ท่านแม่ แล้วท่านพ่อจะกินไหม? จะชมชอบอานอานไหม?”
ในดวงตางดงามของจิ้นซุ่ยอานเต็มไปด้วยความกังวล
“อานอานของเราดีน่ารักขนาดนี้ ท่านพ่อต้องชอบแน่จ้ะ อานอาน ทานข้าวให้อิ่มสิ ท่านพ่อถึงจะชอบ” เฉิงชีชีเงยหน้ามองทางเดินสู่เรือนหน้า บุตรสาวคงไม่มีวันได้สัมผัสความรักจากพ่อแล้ว
จวนโหวส่งแล้ว ถึงจะถูกเนรเทศ นางก็ต้องปกป้องบุตรสาวให้ดี
“อานอานดี ทานอิ่ม ๆ อานอานกินซาลาเปา”
จิ้นซุ่ยอานกินซาลาเปาคำโต ๆ ท่าทางเรียบร้อยน่ารักนั่น ยิ่งทำให้เฉิงชีชีปวดใจ
เฉิงชีชีอุ้มจิ้นซุ่ยอาน เพิ่งถึงเรือนหน้า กลิ่นคาวเลือดก็ตลบอบอวลเข้ามา
นางกระชับอ้อมแขนอุ้มบุตรสาวแน่นขึ้น ใช้มือกดหลังบุตรสาวไว้พลางกระซิบ “อานอาน อีกสักครู่เราเล่นขายของกัน ทุกอย่างที่เห็นล้วนเป็นของปลอม อานอานอย่ากลัวนะ?”
“อานอานไม่กลัว อานอานกล้าหาญที่สุดเลย”
จิ้นซุ่ยอานซบไหล่เฉิงชีชีอย่างเรียบร้อย
เข้าไปในเรือนหน้าแล้ว ศพนอนระเกะระกะ เลือดไหลนองเป็นธาร
เฉิงชีชีข่มความคลื่นเหียนในใจ เดินไปยังจุดศูนย์กลาง หลัวอ๋อง ฮูหยิน คุณหนูคุณชายทั้งหลายยามนี้ต่างหน้าตาสกปรกมอมแมมทุกคน
กลางลาน จงหย่งโหวผู้เป็นหลัวอ๋องนอนสวมเพียงเสื้อชั้นในสีขาวล้วนชุ่มโชกไปด้วยโลหิต นอนร่อแร่อยู่บนพื้น ฮูหยินจงหย่งโหวผู้ปราศจากความสง่างามสูงศักดิ์ในวันวาน ร่ำไห้ปวดร้าวดั่งใจจะขาด
ข้าง ๆ บนพื้นคือบุรุษผู้เป็นสามีร่างเดิมของนาง จิ้นโม่จือ ซื่อจื่อแห่งจงหย่งโหว
เฉิงชีชีอุ้มบุตรสาวแน่น มือสั่นระริก สถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าที่นางคาดคิด ฝ่ายตรงข้ามถึงกับยกศพซื่อจื่อออกมาจากโลงศพด้วยซ้ำ
เสื้อเกราะที่พังทลายและเลือดที่แห้งกรังมานานผสมปนเปกัน ผิวสีน้ำผึ้งผ่านการกรำแดดกรำลม ถึงกระนั้นก็มิอาจกลบความสูงส่งสง่างามแต่กำเนิดของเขาได้ ถึงแม้เขาจะนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ก็มิอาจทำให้ใครละเลยไปได้เลยสักนิด