หยวนเจ้าแข็งทื่อไปทั้งร่าง
“ใต้เท้า ช่างบังเอิญจริง ๆ ได้พบกันอีกแล้ว”
“ไม่บังเอิญหรอก” เขาแกว่งเส้นด้ายแดงที่เชื่อมอยู่ระหว่างนิ้วของทั้งสอง “ศาสตราวิเศษของเจ้าใช้งานได้ดีมาก ข้าชอบ”
หยวนเจ้าอับจนถ้อยคำ
“แต่ข้าไม่ค่อยชอบนะ”
ฉูปู้ลีบีบนวดต้นคอของนางเป็นพัก ๆ
“เจ้าชื่ออะไร?”
หยวนเจ้ากลืนน้ำลาย พูดตะกุกตะกักว่า
“เรียนใต้เท้า ขะ...ข้าชื่อหนิวชุ่ยชุ่ย”
มือของฉูปู้ลีชะงักไปครู่หนึ่ง
“สามเดือนนี้ จงอยู่ข้างกายข้า อย่าวิ่งเพ่นพ่านอีก”
หยวนเจ้ารวบรวมความกล้า สะบัดมือเขาออก
“ข้าไม่...”
ฉูปู้ลียกยิ้มบาง
“ถึงข้าจะฆ่าเจ้าไม่ได้ แต่การใช้วิชาลับผนึกดวงวิญญาณของเจ้าไว้ในหุ่นไม้ ดูจะไม่ใช่เรื่องยาก”
เสียงของหยวนเจ้าหนักแน่นทรงพลัง
“ข้ายินดีติดตามรับใช้ใต้เท้าไปจนวันตาย!”
เขาพยักหน้า สายตามองไปยังแนวภูเขาไกลลิบ
“ตอนนี้ ตามข้าไปเมืองซัวเฟิง เพื่อหาคนผู้หนึ่ง”
หยวนเจ้าถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ใครหรือ?”
เขาตอบเสียงเรียบ
“รู้มากเกินไป จะตายเร็ว”
หยวนเจ้าขบกราม ก่อนออกหมัดชุดหนึ่งใส่อากาศด้านหลังเขา อีกฝ่ายคล้ายจะรู้สึกตัวแล้วหันกลับมามองในทันที
นางยืนตัวตรงอย่างว่องไว เอามือประสานกันไว้หน้าเอว
“เจ้าค่ะ ใต้เท้า”
ฉูปู้ลีจ้องนางเขม็ง
นางกลืนน้ำลาย
“มีอะไรหรือ?”
เขายกมือขึ้น ไหล่ของนางหดเกร็ง หลับตาปี๋
ทันใดนั้น แก้มซ้ายก็เจ็บแปลบ
นางร้อง “ซี๊ด” แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างหยั่งเชิง
ฉูปู้ลีกำลังบีบเนื้อแก้มนาง สีหน้าไร้อารมณ์
หยวนเจ้าเอ่ยว่า “ใต้เท้า...ท่านกำลังทำอะไร?”
น้ำเสียงของฉูปู้ลีไร้ความขึ้นลง
“เอาคืนเจ้า”
หยวนเจ้านึกถึงตอนที่ตนดึงแก้มเขาก่อนจากมา จึงนิ่งเงียบไป
ปีศาจตนนี้ไม่เพียงต่ำช้า เจ้าเล่ห์และชั่วร้าย ยังเจ้าคิดเจ้าแค้นอีกด้วย
มิน่าก่อนหน้านี้ถึงได้ถูกขังอยู่ในหมื่นปีศาจมารวิถี
สมควรแล้ว
*
ที่จริงหยวนเจ้าไม่เคยอ่านนิยายต้นฉบับ รู้เพียงเรื่องคร่าว ๆ จากระบบเท่านั้น
นิยายต้นฉบับเรื่อง “โยนเส้นทางนิรันดร์ทิ้ง” เป็นนิยายบำเพ็ญเซียน พระเอกชื่อซ่างกวานซี ป่วยเป็นโรคร้ายแรงและมุ่งแสวงหาความเป็นอมตะ ท้ายที่สุด เพื่อหมิงหลาน นางเอกผู้มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขากลับยอมละทิ้งความเป็นอมตะที่แทบจะคว้ามาได้ แล้วใช้ชีวิตในฐานะปุถุชนร่วมกับนางจนหมดชาตินี้
ต้นฉบับมีเนื้อหาไม่ยาวนัก ตัวละครที่ปรากฏก็มีไม่มาก หยวนเจ้าเป็นเพียงตัวละครหญิงลำดับสาม บทบาทน้อยนิด
หน้าที่หลักคือคอยตามติดพระเอกราวกับผี แล้วสละชีวิตรับคมดาบแทนเขา
ส่วนฉูปู้ลีเป็นพระรอง บทบาทมากกว่าหยวนเจ้าอยู่บ้าง
เนื้อเรื่องหลักคือถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกอัดอยู่เต็มสองแสนตัวอักษร ในที่สุดก็ทนไม่ไหว แล้วเริ่มสังหารไม่หยุดยั้ง
“ที่จริงเขาเสียใจจนสิ้นหวังและกลายเป็นมารเพราะถูกนางเอกปฏิเสธต่างหาก”
หยวนเจ้าประเมินเช่นนั้น
ในนิยายต้นฉบับ ตอนฉูปู้ลีเดินทางไปเมืองซัวเฟิง เขาบาดเจ็บสาหัสและมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
โชคดีที่นางเอกยื่นมือช่วยเหลือ ทั้งยังดูแลเขาอย่างเอาใจใส่
เขาจึงแอบมีใจให้นาง จากนั้นก็พร่ำสาบานว่าจะปกป้องนางไปชั่วชีวิตอะไรทำนองนั้น
หยวนเจ้าแอบมองฉูปู้ลีที่อยู่ข้างหน้า
เนื้อเรื่องพังพินาศถึงเพียงนี้ เขายังกลายเป็นมารก่อนกำหนดอย่างไม่รู้สาเหตุ แล้วจะยังชอบนางเอกคนเดิมหรือไม่?
ยากจะบอกได้
ที่สำคัญกว่านั้นคือ สัญญาสิ้นสุดลงแล้ว นอกจากฉูปู้ลี นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก
สามเดือน นางมีช่วงคุ้มครองเพียงสามเดือนเท่านั้น
ต้องทำให้ฉูปู้ลีชอบนางภายในช่วงเวลานี้ อย่างน้อยก็ต้องชอบจนไม่คิดฆ่านางง่าย ๆ
จากนั้นนางค่อยใช้กระบี่แทงเขาทะลุร่าง
พิสูจน์มรรคา เหาะเหินกลับบ้าน
หยวนเจ้าให้กำลังใจตัวเองในใจ แล้วค่อย ๆ ดึงแขนเสื้อของเด็กหนุ่มที่เดินนำหน้า
“ข้างหน้าคือเมืองซัวเฟิงแล้ว โซ่ตรวนที่เท้าท่านนี่ ให้ข้าใช้วิชาพรางตาสักหน่อยดีหรือไม่?”
น้ำเสียงของฉูปู้ลีไม่เย็นชาและไม่อบอุ่น
“อะไร กลัวว่าคนอื่นเห็นแล้วข้าจะฆ่าปิดปากหรือ?”
รู้ก็ดี
“แน่นอนว่าไม่ใช่” หยวนเจ้าตอบ
เขาเงยหน้าพิจารณาประตูเมืองซัวเฟิง น้ำเสียงเรียบเฉย
“เครื่องพันธนาการของหมื่นปีศาจมารวิถีพรางไม่มิดหรอก”
หากไม่ตัดมันทิ้ง ต่อให้ผู้บำเพ็ญขั้นมหายานใช้วิชา ก็เปล่าประโยชน์
หยวนเจ้าเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้จัดการยากอยู่บ้าง
“ให้ข้าลองดูก่อนได้หรือไม่? เผื่อจะได้ผล”
ฉูปู้ลีแค่นเสียงเบา ๆ
“ตามใจ”
หยวนเจ้าประสานมือร่ายผนึก พลังวิญญาณแปรเป็นผีเสื้อบินออกจากปลายนิ้ว แล้วโบยบินวนรอบโซ่ตรวน
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
น้ำเสียงของฉูปู้ลีราบเรียบไร้คลื่น
“เข้าเมือง”
“เดี๋ยวก่อน ขอทดลองเป็นครั้งสุดท้าย” หยวนเจ้าเปลี่ยนไปใช้วิชาอีกแบบ แล้วเอ่ยเสียงต่ำว่า “ซ่อนเร้น”
ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ฉูปู้ลีกล่าวว่า
“เสียแรงเปล่า”
วินาทีถัดมา โซ่เหล็กที่เท้าของเขาซึ่งวาววับด้วยประกายเย็นเยียบ ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับเครื่องพันธนาการ ถูกซ่อนไว้ใต้วิชา
เขาชะงัก คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย
หยวนเจ้าอุทานว่า “สำเร็จแล้ว!”
นางเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ด้วย!
ฉูปู้ลีเหลือบมองนางอย่างไม่แสดงสีหน้า สีหน้ากลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว
“ก็แค่นั้น”
หยวนเจ้าเลียนคำสี่คำนั้นอย่างเหน็บแนมอยู่ในใจ ก่อนเอ่ยอย่างนอบน้อมเมื่อถูกเขาจ้องมอง
“ใต้เท้ากล่าวถูกแล้ว ยังมีช่องให้พัฒนาอีกมากจริง ๆ”
ฉูปู้ลีหัวเราะหึ
เดิมทีเมืองซัวเฟิงเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ชาวเมืองทยอยย้ายออกไป ผู้คนจึงน้อยลงเรื่อย ๆ
ฟ้ายังสางไม่เต็มที่ ในเมืองมีเพียงพ่อค้าไม่กี่คนออกมาตั้งแผงขายอาหารเช้า
ไอขาวลอยกรุ่นขึ้นจากเข่งไม้ไผ่นึ่งไอน้ำ เพิ่งลอยขึ้นกลางอากาศก็ถูกแสงโคมที่แขวนอยู่ข้าง ๆ ย้อมเป็นสีเหลืองนวล
หยวนเจ้ามองจนอดใจไม่ไหว นางวุ่นวายมาตลอดทั้งคืน อีกทั้งไม่ได้บำเพ็ญตบะจนไม่ต้องกินอาหาร จึงหิวมานานแล้ว
“แม่นาง รับซาลาเปาสักลูกไหม? มีทั้งไส้ผักกับไส้เนื้อ” พ่อค้าร้องทักอย่างอารมณ์ดี
“ใต้เท้า ท่านกินซาลาเปาหรือไม่?” นางถามฉูปู้ลี “ข้าเลี้ยงเอง”
ฉูปู้ลีไม่แม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น
“อาหารของปุถุชน ไม่มีอะไรน่ากิน”
ช่างวางท่านัก
หยวนเจ้าบ่นในใจ ก่อนควักเงินซื้อซาลาเปาไส้เนื้อสามลูกอย่างไม่ลังเล เก้าเก้าเก้าโผล่หัวออกมาจากบนไหล่ แล้วคาบไปลูกหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว
นางหันไปมองอีกที ฉูปู้ลีเดินไปไกลแล้ว จึงรีบตามไป
“คนที่ท่านตามหาอยู่ที่ไหนกันแน่?”
ฉูปู้ลีไม่ตอบ หมวกคลุมหน้าปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง จนมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
กระทั่งฟ้าสว่างเต็มที่ ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้ากระท่อมเก่าซอมซ่อหลังหนึ่ง
ฉูปู้ลียืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่รู้กำลังคิดอะไร
หยวนเจ้ากินซาลาเปาคำสุดท้ายหมด แล้วชะโงกหน้าเข้าไปมองสองสามครั้ง ประตูกระท่อมหักไปครึ่งบาน พื้นมีแต่ฝุ่น ใยแมงมุมเกาะเต็มผนัง
นางถามว่า “คนที่ท่านตามหาอยู่ที่นี่หรือ?”
ที่นี่ดูไม่เหมือนสถานที่ที่มนุษย์ปกติจะอาศัยอยู่เลย
ฉูปู้ลีขานรับสั้น ๆ
หยวนเจ้ากล่าวว่า “ต้องหาไม่ผิดแน่หรือ ที่แบบนี้จะมีคนอยู่ได้อย่างไร”
ฉูปู้ลีกล่าวว่า
“เขาเคยอาศัยอยู่ที่นี่”
หยวนเจ้าถามว่า “นานแค่ไหนแล้ว? ดูจากฝุ่นที่สะสมหนาขนาดนี้ อย่างน้อยก็คงสิบกว่าปีแล้ว”
ฉูปู้ลีตอบว่า “150 ปีก่อน”
หยวนเจ้า “...”
หยวนเจ้าถามว่า “ท่านหมายถึงคนที่ตามหาเคยอาศัยอยู่ที่นี่เมื่อ 150 ปีก่อน?”
ฉูปู้ลีขานรับ
หยวนเจ้าอ้าปากแล้วหุบอยู่หลายครั้ง สุดท้ายทำได้เพียงหัวเราะแห้ง ๆ
“บ้านหลังนี้สร้างได้ทนทานจริง ๆ”
ผ่านมาร้อยกว่าปี กลับพังไปแค่ประตูบานเดียว ดูท่าอุตสาหกรรมก่อสร้างบ้านเรือนของที่นี่จะยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ
“หรือเขาอาจขายบ้านต่อไปแล้ว?” นางถามอีก “โอกาสที่จะอาศัยอยู่ที่เดิมตลอดร้อยกว่าปีมีน้อยเกินไป”
ฉูปู้ลีกล่าวว่า “กลิ่นอายของเขายังอยู่”
“พวกท่านตามหาใครอยู่หรือ?”
ระหว่างที่พูดคุยกัน เด็กคนหนึ่งก็วิ่งผ่านมาพร้อมเขย่ากลองป๋องแป๋ง พอเห็นหยวนเจ้ากับฉูปู้ลีก็เข้ามาใกล้อย่างสงสัย
“พวกท่านมาจากต่างถิ่นหรือ? เสื้อผ้าแปลกจัง”
หยวนเจ้าไม่อาจถามเด็กที่ดูแล้วอายุเพียงห้าขวบว่า รู้หรือไม่ว่าคนที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อนและคาดว่าจะหายตัวไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นไปอยู่ที่ไหน นั่นคงเป็นการทำให้เด็กคนนี้ลำบากใจเกินไป
ฉูปู้ลีจ้องกลองป๋องแป๋งในมือเด็กแล้วถามว่า “เจ้าของบ้านอยู่ที่ไหน”
หยวนเจ้า “...” เขาถามออกไปจริง ๆ ด้วย
เด็กน้อยร้อง “อ้อ” แล้วเขย่ากลองป๋องแป๋ง
“เขาออกไปข้างนอก ต้องรออีกหลายวันถึงจะกลับมา”
หยวนเจ้า “...” เด็กคนนี้รู้จริง ๆ ด้วย
“เดี๋ยวก่อน” นางถามเด็กน้อย “เจ้ารู้จักเจ้าของบ้านหรือ?”
เด็กน้อยมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบว่า
“ทุกคนบอกว่าที่นี่ไม่มีคนอยู่ แต่ข้ารู้ว่ามีคุณปู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้”
“ครั้งหนึ่งตอนข้าเดินกลับบ้านกลางดึก ถูกหมาตัวใหญ่หลายตัวไล่ เขาช่วยไล่พวกมันไป พอข้าเล่าให้ท่านแม่ฟัง ท่านแม่กลับบอกว่าข้ายังไม่ตื่นดี กำลังฝันอยู่”
หยวนเจ้าไม่แน่ใจ จึงถามฉูปู้ลีว่า
“ใช่คนที่ท่านตามหาหรือไม่?”
ฉูปู้ลีกล่าวว่า “อาจใช่”
ไม่รู้ลมหนาวเย็นเยียบพัดมาจากที่ใด ประตูครึ่งบานที่เหลืออยู่ของบ้านร้างแกว่งช้า ๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแหบพร่า ราวกับเสียงของคนชราใกล้สิ้นอายุขัย
เด็กน้อยสะดุ้ง มองฉูปู้ลีด้วยแววตาหวาดกลัวขึ้นมาทันที
“ปีศาจ!!!”
หยวนเจ้าหันไปมองฉูปู้ลี หมวกคลุมหน้าเลื่อนลงเล็กน้อย ปอยผมสีขาวเส้นหนึ่งจึงหลุดออกมาได้พอดี ดวงตาทั้งสองของเขาแดงฉาน ยังคงจ้องเด็กน้อยไม่กะพริบ สีหน้ายากคาดเดา
เปลือกตาของนางกระตุก
ขาเด็กน้อยอ่อนแรง ทรุดนั่งลงกับพื้นดังตุบ
“ทะ...ท่านคือปีศาจร้ายที่แม่ข้าพูดถึง คนที่จับพี่อาเหลียนไป!”
ฉูปู้ลียกมือขึ้นหันไปทางเขา นิ้วทั้งห้างอเล็กน้อย
หยวนเจ้ายื่นมือไปชักดาบหรงซวง
“เดี๋ยวก่อน!”
ฉูปู้ลียิ้มพลางแย่งกลองป๋องแป๋งที่เด็กน้อยกำไว้แน่นไป
หยวนเจ้าเสียบดาบกลับเข้าฝัก
เด็กน้อยชะงัก อ้าปากค้าง เสียงใสของเด็กเล็กสั่นเครือเล็กน้อย
“ท่านกำลังปล้นหรือ?”
หยวนเจ้าคิดในใจว่าเด็กคนนี้ใจกล้าไม่น้อย ถึงกับยังไม่หนีไปไหน จึงเอ่ยแทนฉูปู้ลีว่า
“เขาแค่เอาไปดูสัก...”
ฉูปู้ลีกล่าวว่า “อืม ตอนนี้มันเป็นของข้าแล้ว”
หยวนเจ้าหมดคำจะพูด
ไม่รู้ว่าเพราะกลัวหรือโมโห ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยแดงขึ้นเรื่อย ๆ น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตา ปากเบะแล้วร้องไห้โฮ ก่อนเริ่มกลิ้งไปมาบนพื้นครบสามร้อยหกสิบองศา
“ฮือ ๆ ๆ ปีศาจร้าย คืนกลองป๋องแป๋งให้ข้า ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ...”
ฉูปู้ลีนั่งลงบนขั้นบันไดอย่างสบายอารมณ์ เขย่ากลองให้ดังตุบตับไปพร้อมเสียงร้องไห้ของเด็กน้อย พลางหรี่ตาด้วยความพึงพอใจ
ช่างเป็นภาพที่ประหลาดยิ่งนัก
ช่างเป็นมนุษย์ที่เลวร้ายเสียจริง
หยวนเจ้ายืนงุนงงอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าตอนนี้ตนเองไร้ที่พึ่งยิ่งกว่าเด็กที่กำลังกลิ้งอยู่บนพื้นเสียอีก
“ท่านแย่งของเด็กได้อย่างไร?” นางถามอย่างไม่อยากเชื่อ
ฉูปู้ลีเหลือบมองนางอย่างเฉื่อยชา แล้วตอบช้า ๆ ว่า
“ของผู้ใหญ่ข้าก็แย่ง”
...
เป็นโจรที่เปิดเผยเสียจริง
