ไม่นาน กัวซิงและหลิวเยว่ก็ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงแรมลากออกไปเหมือนหมาขี้แพ้สองตัว
เมื่อคนทั้งหมดออกไปแล้ว เจียงฟานถึงมองไปทางหม่าเทียนเซิ่งแล้วพูดว่า
“เถ้าแก่หม่า ขอบคุณมากครับ”
จริง ๆ แล้วตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าในจังหวะสำคัญหม่าเทียนเซิ่งจะเลือกยื่นมือเข้าช่วย
หม่าเทียนเซิ่งโบกมือ ยิ้มแล้วว่า
“คุณเจียงเกรงใจไปแล้ว เรื่องเล็กน้อยไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง”
“อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทข้าจะเป็นพวกเหลือขอแบบนี้”
เจียงฟานพยักหน้า เขารู้ดีว่าผลประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องตอบแทนกัน
ถ้าตอนนั้นตนไม่ได้มีน้ำใจช่วยชีวิตเขาคนนั้นไว้ เขาจะยอมช่วยตนได้ยังไง
ทั้งสองฝ่ายเป็นคนฉลาดพอ เรื่องบางอย่างแค่พูดให้รู้กันก็พอ ไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงแยกแยะอะไรให้ชัดเจนนัก
“จริงสิ เมื่อวานหลังจากเถ้าแก่หม่าออกไปแล้ว ฟางซานนั่นเถ้าแก่จัดการยังไงครับ”
เขาจึงเปลี่ยนเรื่องถามต่อ
ความจริงแล้วเขาสงสัยมาก ว่าด้วยฐานะอย่างหม่าเทียนเซิ่ง เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกจะมีปฏิกิริยายังไง
พอได้ยินเจียงฟานพูดถึงเรื่องนี้ หน้าหม่าเทียนเซิ่งก็ดำคร่ำลงทันที เขากัดฟันกรอด ๆ แล้วพูดว่า
“คุณเจียงอย่าพูดถึงเลย พูดแล้วข้านี่โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ”
“เมื่อคืนหลังจากออกจากร้านอาหารไป ข้าก็รีบให้พ่อบ้านที่บ้านติดต่อคนไปประเมินของเก่าที่บ้านทันที ไอ้ลูกเต่าบ้านั่น ของที่ขายให้ข้ามีของปลอมอยู่ตั้งครึ่งหนึ่ง”
“ส่วนตัวมันเอง ตอนนี้คงจะ… เฮอะ ๆ”
เขาไม่ได้พูดประโยคหลังต่อ แต่เจียงฟานก็พอเดาได้ว่าฟางซานจะมีจุดจบแบบไหน
ก็ให้มันเถอะ พวกทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะพวกที่ทำธุรกิจได้ใหญ่ขนาดนี้
เบื้องหลังจะมีใครสะอาดซะที่ไหน
ฟางซานมันหลอกเงินหม่าเทียนเซิ่งไปตั้งมากมาย จุดจบคงจะน่าอนาถน่าดู
แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรมาก พยักหน้าแล้วว่า
“เถ้าแก่หม่า วงการของเก่าก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ถูกย้อมแมวก็เป็นเรื่องปกติ อย่าใส่ใจนักเลย หลังจากนี้ก็ระวังตัวให้มากขึ้นก็พอ”
