“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? ไอ้หนุ่มบ้านเสิ่นเกิดเรื่องแล้ว”
ผู้พูดเสียงดังที่สุดคือป้าหวังที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน ใบหน้ากลมแดงก่ำเพราะลมหนาว มือที่ทุบผ้าก็ไม่ผ่อนแรงลงแม้แต่น้อย
ทันทีที่นางเอ่ยเช่นนั้น สตรีอีกหลายคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็หยุดมือจากงานทันควัน ต่างเงี่ยหูฟังกันเป็นแถว
“ไอ้หนุ่มบ้านเสิ่นคนไหนหรือ?” แม่ม่ายหลี่ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของหมู่บ้านถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ดวงตากลอกไปมา
“จะคนไหนได้อีกเล่า? เสิ่นเหยียนซูอย่างไรล่ะ ต้นกล้าบัณฑิตเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านซิ่งฮวาเชียวนะ”
ป้าหวังจุ๊ปากแล้วลดเสียงลง “เมื่อวานขึ้นเขา ถูกกิ่งหญ้าแห้งทิ่มตาเข้า บาดเจ็บทั้งสองข้าง! หมอในเมืองตรวจแล้วได้แต่ส่ายหน้า บอกว่าเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้”
“ตายจริง!” สตรีหลายคนสูดปากพร้อมกัน กระทั่งไม้ทุบผ้าในมือยังหยุดนิ่ง
แม่ม่ายหลี่ประสานมือภาวนาคำหนึ่ง “แล้วจะทำอย่างไรดี? เด็กคนนั้นเรียนเก่งถึงเพียงนั้น อาจารย์ในสำนักศึกษายังกล่าวว่าเขาเป็นดาวบุ๋นลงมาเกิด วันหน้าต้องสอบได้จิ้นซื่อแน่”
“นั่นน่ะสิ”
ป้าหวังวางไม้ทุบผ้าลงบนแผ่นหินดังปึง “พี่สะใภ้เสิ่นเป็นม่ายมาหลายปี รับซักเสื้อผ้าให้คนอื่นบ้าง เย็บปักถักร้อยบ้าง เก็บเงินทีละเหรียญทีละอีแปะเพื่อส่งเสียเขาเรียนหนังสือ”
“แม่ม่ายลูกกำพร้าฝ่าฟันกันมาจนใกล้จะได้ลืมตาอ้าปากแล้วแท้ ๆ สุดท้ายกลับ...”
“ชะตาฟ้าลิขิต นี่แหละชะตา”
ยายหลิวที่นั่งอยู่ริมสุดส่ายหน้า ผมหงอกขาวปลิวไสวไปตามลม “วาสนาที่มิใช่ของตน ต่อให้ฝืนไขว่คว้าก็มิอาจได้มา”
“ข้าล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ” ป้าหวังคว้าไม้ทุบผ้าขึ้นมาอีกครั้ง ทุบจนละอองน้ำกระเซ็นไปทั่ว น้ำเสียงเจือความเหน็บแนม “เป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง ไม่อยู่บ้านอ่านหนังสือดี ๆ แล้วจะขึ้นเขาไปทำไม? คราวนี้ดีนัก ตาบอดเสียแล้ว หนังสือที่อ่านมาตลอดสิบกว่าปีก็เท่ากับสูญเปล่า”
แม่ม่ายหลี่รีบรับคำ น้ำเสียงแฝงความสะใจที่บอกไม่ถูก “นั่นสิ ปกติเห็นแม่ลูกคู่นั้นทำท่าราวกับตาอยู่บนหัว คนอย่างพวกเรา ในสายตาพวกเขาคงไม่ต่างจากโคลนสักเท่าใด”
“ก็เป็นเช่นนั้น!”
ป้าหวังยิ่งพูดยิ่งได้ใจ “เรียนหนังสือเก่งแล้วมีประโยชน์อันใด? ก็ยังมีชาติกำเนิดเป็นชาวนาอยู่ดี! ในหมู่บ้านซิ่งฮวาของเรา บรรพบุรุษบ้านไหนไม่เคยทำนาบ้าง? มีแต่แม่ลูกคู่นั้นที่เห็นตนสูงส่งนัก”
“คราวนี้ตาบอดแล้ว ดูซิว่าจะยังวางท่าโอหังได้ถึงเมื่อใด”
ริมแม่น้ำน้อยตรงหัวหมู่บ้านซิ่งฮวา บนแผ่นหินสีเขียว เสียงไม้ทุบผ้าขึ้นลงสลับกับละอองน้ำที่กระเซ็นไปทั่ว เรื่องนินทาก็แพร่กระจายออกไปพร้อมละอองน้ำเช่นกัน
สตรีหลายคนต่างพูดกันคนละคำ ปากบอกว่าน่าเสียดายน่าสงสาร ทว่าสีหน้ากลับฉายแววชื่นมื่นกันถ้วนหน้า
พวกนางไม่ชอบแม่ลูกตระกูลเสิ่นคู่นั้นมานานแล้ว
มารดาของเสิ่นเหยียนซู แม่ม่ายเสิ่น สมัยสาว ๆ เป็นคนใจเด็ดและแข็งกร้าว
สามีตายตั้งแต่ยังหนุ่ม คนในตระกูลเกลี้ยกล่อมให้นางส่งเสิ่นเหยียนซูไปเรียนวิชาช่าง อย่างน้อยวันหน้าจะได้มีข้าวกิน ทว่านางกลับไม่ยอม ยืนกรานจะส่งบุตรชายเรียนหนังสือให้ได้
คนอื่นต่างหัวเราะเยาะว่านางเพ้อฝัน แม่ม่ายคนหนึ่ง อาศัยซักเสื้อผ้าเย็บปักให้ผู้อื่น จะส่งเสียลูกจนสอบเป็นซิ่วไฉได้หรือ?
แต่สุดท้ายนางก็ทำได้จริง ๆ
เสิ่นเหยียนซูเริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุ 7 ขวบ อายุ 9 ขวบก็แต่งบทกวีได้ อายุ 12 สอบผ่านการสอบระดับอำเภอ และเมื่ออายุ 15 ก็ได้เป็นนักศึกษาประจำสำนักศึกษาประจำเมือง ทั้งยังได้รับข้าวหลวงเดือนละหลายโต่ว
หลายสิบปีมานี้ หมู่บ้านซิ่งฮวาไม่เคยมีบัณฑิตจริงจังสักคน เสิ่นเหยียนซูเป็นคนแรก
ชาวบ้านต่างกล่าวคำยกยอเมื่ออยู่ต่อหน้า แต่ในใจกลับเปรี้ยวขื่นนัก
เหตุใดกัน?
เกิดเป็นชาวนาเหมือนกันแท้ ๆ เหตุใดเสิ่นเหยียนซูถึงได้เรียนหนังสือรู้ตัวอักษร วันหน้ายังจะได้เป็นขุนนาง เป็นนายท่านอีกด้วย?
บัดนี้ดีแล้ว ตาบอดเสียแล้ว ทุกสิ่งล้วนจบสิ้น
ความรู้สึกสมดุลอันเร้นลับนั้น ทำให้พวกนางยิ่งพูดนินทากันอย่างออกรส
ป้าหวังพูดจนคอแห้ง จึงหันไปหยิบกระบวยน้ำด้านหลัง สายตากวาดผ่านมุมริมสุดของแผ่นหินโดยไม่ตั้งใจ
ตรงนั้นมีเด็กสาวร่างผอมเล็กคนหนึ่งนั่งยอง ๆ สวมเสื้อผ้าผ้าหยาบสีซีดจางจากการซัก นางก้มหน้าเงียบ ๆ ขยี้เสื้อขาด ๆ ในมือ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ปริปากสักคำ
“อาหลียา”
ป้าหวังร้องเรียก พลางยกมุมปากเผยรอยยิ้ม “บ้านเจ้ามีของกินหรือไม่? หากวันนี้พ่อเจ้าไม่กลับมา ก็ไปกินข้าวที่บ้านป้า อย่าปล่อยให้ท้องหิวเล่า”
คำพูดฟังดูสนิทสนม รอยยิ้มก็แต้มเต็มใบหน้า ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเขียนไว้ชัดเจนว่า ข้าเดิมพันว่าเจ้าไม่กล้ามาหรอก
หลี่เหล่าซานเป็นคนเช่นไรหรือ?
ทั้งผีพนันทั้งขี้เมา เป็นคนเหลวแหลกที่มีชื่อเสียงไปทั่วหมู่บ้าน
บุตรสาวของเขาถูกทุบตีจนไม่เหลือความกล้าสักนิด ย่อมไม่กล้าเดินไปกินข้าวถึงบ้านป้าหวังแน่ ป้าหวังฉลาดแกมโกงจะตาย พูดเช่นนี้ก็เพียงเพื่อแลกชื่อเสียงว่าเป็นคนใจดีมาเปล่า ๆ เท่านั้น
เด็กสาวตรงมุมเงยหน้าขึ้น
นางไม่ได้งดงามนัก ผอมจนคางแหลม ใบหน้าก็เหลืองซีดอยู่บ้าง มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่สงบนิ่งเป็นพิเศษ
นางยิ้มเล็กน้อย น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ชัดเจนยิ่ง “ได้สิ ขอบคุณท่านป้า”
ป้าหวังไม่คิดว่านางจะตอบตกลง จึงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนโบกมืออย่างกระอักกระอ่วน “เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี”
หลีหยา ไม่สิ บัดนี้นางคือหลีหยางแล้ว ก้มหน้าซักผ้าต่อไป
ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางคือฆาตกร
แม้แต่ระบบที่กำลังโวยวายอยู่ในหัวนางก็ยังไม่รู้
“ฮือ ๆ โฮสต์ ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี!!”
“จบแล้ว จบเห่แล้ว พระเอกตาบอดได้อย่างไรกัน? สวรรค์! เขาตาบอดแล้วจะอ่านหนังสือได้อย่างไร? จะเข้าสอบขุนนางได้อย่างไร? จะขึ้นสู่ราชสำนัก กุมอำนาจทั่วหล้าได้อย่างไร?”
“ฮือ ๆ เคยเห็นพระเอกในนิยายเรื่องไหนตาบอดบ้างไหม? ไม่มีใช่ไหมล่ะ! คราวนี้จบเห่หมดแล้ว!”
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ของระบบสั่นเครือขึ้นมา มันวนเวียนอยู่ในหัวนาง ส่งเสียงจนนางปวดกบาล
หลีหยางพลิกเสื้อในมืออย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วตอบในใจอย่างไม่รีบร้อนว่า “ก็เพราะแกนั่นแหละ”
เสียงร้องไห้หยุดกึก
น้ำเสียงของระบบพลันเจือความรู้สึกผิดขึ้นมาสามส่วน “...หา?”
เสียงของหลีหยางสงบนิ่งราวกับกำลังกล่าวข้อเท็จจริง ช้า ๆ ไม่เร่งร้อน แฝงความจนใจ “ฉันบอกให้แกทำอะไรนะ? ฉันแค่ให้แกแกล้งขัดขาเขานิดหน่อย ให้เขาหกล้ม แล้วฉันค่อยเข้าไปพยุง สองสามครั้งเข้าก็รู้จักกันไม่ใช่เหรอ? คะแนนความประทับใจก็เพิ่มขึ้น แผนเริ่มต้นง่าย ๆ แค่นี้เอง”
“ใครจะไปรู้ว่าแกจะทำแบบนั้น” นางถอนหายใจเบา ๆ “แกออกแรงเสียเต็มที่ ผลักคนเข้าไปในกองหญ้าแห้งเสียตรง ๆ ตาถูกกิ่งทิ่มจนบอดแล้ว จะมาโทษฉันได้หรือไง?”
ระบบเงียบสนิทไปโดยสิ้นเชิง
ผ่านไปครู่ใหญ่ มันถึงได้พึมพำอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้... ฉันอาจจะ... ออกแรงมากไปนิดเดียว...”
“นิดเดียว?” หลีหยางเลิกคิ้ว
“...ก็ได้ มากไปตั้งเยอะ”
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ของระบบหงอยลง ราวกับลูกโป่งที่ถูกเจาะ “ฮือ ๆ เป็นความผิดฉันเอง ฉันทำพระเอกของโฮสต์ตาบอด ฉันทำลายวาสนาคู่ครองของโฮสต์ ฉันมันระบบไร้ประโยชน์...”
มันร้องไห้ได้สมจริงเสียจนหลีหยางเกือบคิดว่าในหัวตนมีปีศาจน้อยขี้แยอาศัยอยู่
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะโฮสต์” ระบบสะอึกสะอื้น “ไม่มีพระเอกแล้ว ฉันจะไปหาสามีที่วันหน้าสอบได้อันดับหนึ่ง ขึ้นสู่ราชสำนัก และกุมอำนาจทั่วหล้ามาให้เธอได้จากที่ไหนอีก... ฮือ ๆ...”
หลีหยางยกเสื้อขึ้นมาบิดจนแห้ง หยดน้ำร่วงลงสู่ผิวน้ำในแม่น้ำ ก่อเกิดระลอกคลื่นละเอียดเป็นวง ๆ
เงาสะท้อนของนางบนผิวน้ำไหววูบ ใบหน้าพร่ามัวนั้นดูคล้ายจะมีรอยยิ้มบางเบาจนแทบสังเกตไม่เห็นผุดขึ้นมา
“อย่าเศร้าไปเลย”
นางปลอบระบบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กที่ทำผิด “ในเมื่อพระเอกคนนี้ตาบอด อ่านหนังสือไม่ได้แล้ว เช่นนั้นเราก็เปลี่ยนพระเอกคนใหม่เสียไม่ดีหรือ? ลองค้นหาอีกที ดูแถวนี้ยังมีต้นกล้าที่เหมาะจะเป็นพระเอกอีกหรือไม่”
ระบบสะอื้นพลางกล่าวว่า “พระเอกจะเปลี่ยนกันตามใจชอบได้อย่างไร... พระเอกเป็นผู้มีโชคชะตาแห่งบุตรสวรรค์ ตลอดฟ้าดินมีเพียงหนึ่งเดียว จะเทียบกับคนธรรมดาได้อย่างไร?”
