ฉินฮ่าวหรานนั่งลงบนเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับสวีฉี่
ทั้งเรื่องปีใหม่ ทั้งเรื่องดินฟ้าอากาศ และเรื่องเล่าข่าวคราวน่าสนใจในเมืองหลวง ระหว่างสนทนากันอย่างไม่ตั้งใจ หัวข้อก็วกมาถึงพี่ชายภรรยาทั้งสองคน
“พี่ใหญ่ ได้ยินว่าท่านกับพี่รองจะเข้ารับราชการด้วยตำแหน่งจากบุญคุณบรรพบุรุษหรือ?”
สวีเหวินไป๋เผยแววภาคภูมิใจบนใบหน้า ก่อนพยักหน้า “ใช่ หนังสือแต่งตั้งจากกรมขุนนางส่งมาแล้ว หลังผ่านเทศกาลปีใหม่ ข้ากับน้องรองจะไปรายงานตัวที่กรมขุนนาง แล้วจึงได้รับมอบหมายให้ไปประจำที่ว่าการ”
ฉินฮ่าวหรานยิ้มน้อย ๆ “ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่และพี่รองที่ได้รับตำแหน่งขุนนาง เพียงแต่ข้าน้อยมีถ้อยคำไม่บังควรอยู่ในใจ ไม่ทราบว่าจะกล่าวตรง ๆ ได้หรือไม่?”
สวีเหวินไป๋ชะงักไป “น้องเขยเชิญกล่าว”
“พี่ใหญ่กับพี่รองเข้ารับราชการด้วยตำแหน่งจากบุญคุณบรรพบุรุษ นับเป็นพระเมตตาของราชสำนัก และเป็นผลจากความดีความชอบของท่านพ่อตา ทว่าขุนนางที่ได้ตำแหน่งเพราะบุญคุณบรรพบุรุษย่อมต่างจากผู้ที่ได้มาจากการสอบคัดเลือกขุนนาง ผู้เข้าสอบต้องร่ำเรียนอย่างหนักอยู่สิบปี อาศัยความสามารถของตนสอบให้ได้มา
“ต่อให้ทำผิด คนอื่นก็เพียงกล่าวว่า ‘คนผู้นี้ความรู้ไม่เอาไหน’ แต่หากขุนนางที่ได้ตำแหน่งเพราะบุญคุณบรรพบุรุษทำผิด คนอื่นจะกล่าวว่า ‘คนผู้นี้อาศัยบารมีบิดาไต่เต้าขึ้นมา สมแล้วที่ไร้ความสามารถ’”
สีหน้าของสวีเหวินไป๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย รอยยิ้มของสวีเหวินซงเองก็แข็งค้างบนใบหน้า
ฉินฮ่าวหรานกล่าวต่อ “ข้าน้อยมิได้คิดทำลายบรรยากาศ เพียงกล่าวเตือนเท่านั้น เหยียนตงโหลวก็เข้ารับราชการด้วยตำแหน่งจากบุญคุณบรรพบุรุษ จุดจบของเขาเป็นเช่นไร พี่ใหญ่กับพี่รองคงทราบดี ข้าน้อยไม่อยากให้พี่ชายภรรยาทั้งสองเดินตามรอยเขา”
ภายในโถงพลันเงียบสงัด
สวีเหวินไป๋กับสวีเหวินซงสบตากัน เดิมทีทั้งสองหวังว่าน้องเขยจะกล่าวคำมงคลสักสองสามคำ คาดไม่ถึงว่าเขากลับพูดเรื่องไม่น่าฟังเช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกขุ่นข้องอยู่บ้าง
