ฉินฮ่าวหรานติดตามสวีฉี่กลับมายังห้องส่วนตัว สวีฉี่นั่งลง ยกจอกสุราขึ้นจิบคำหนึ่ง ก่อนถามขึ้นกะทันหันว่า “จิ่งสิง เจ้าคิดว่าคนผู้นี้เป็นอย่างไร?”
ฉินฮ่าวหรานครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างระมัดระวังว่า “โจวหลางจงวาจาเฉียบคม รับมือเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างสุขุม เป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้างขอรับ”
สวีฉี่พยักหน้า แล้วส่ายหน้า “เขามีเล่ห์เหลี่ยมจริง แต่เล่ห์เหลี่ยมนั้นมิได้มีไว้ทำร้ายผู้อื่น หากมีไว้ป้องกันตนเอง หากเขามีใจคิดร้ายจริง วันนี้คงไม่เปิดอกพูดความในใจเช่นนี้”
วางจอกสุราลงแล้วถอนใจ ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า
“โจวซู่ผู้นี้เป็นคนมีความสามารถแต่กลับไร้โอกาส เขาเชี่ยวชาญด้านชลประทาน สมัยอยู่กรมชลประทาน เคยขุดลอกแม่น้ำและสร้างผลงานไว้ไม่น้อย
เมื่อเขื่อนแม่น้ำเจียงหนานพังทลาย เขาลงไปควบคุมงานบนคันเขื่อนด้วยตนเอง สั่งการให้ปิดรอยแตกและซ่อมแซม ตลอดสามวันสามคืนมิได้หลับพัก จนในที่สุดก็อุดรอยแยกได้สำเร็จ เมื่อเส้นทางขนส่งทางลำน้ำตื้นเขินติดขัด เขาก็วางแผนขุดลอกอีกครั้ง เรือขนส่งจึงแล่นผ่านได้โดยปราศจากสิ่งกีดขวาง ตลอดหลายปีที่เขาอยู่กรมโยธาธิการ แม้ตำแหน่งจะต่ำต้อยและเงินเดือนน้อย ทว่าทุกคนในกรมต่างยอมรับว่าเขาเป็นขุนนางผู้มีความสามารถและทำงานจริงจัง”
ฉินฮ่าวหรานรับฟังเงียบ ๆ
สวีฉี่ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ “แต่เขามีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง คือไม่รู้จักผ่อนปรน เวลาทำงานยึดแต่หลักการตายตัว แม่น้ำควรขุดลอก เขาก็ขุดลอก ผู้ใดทุจริตควรตรวจสอบ เขาก็ตรวจสอบ ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นใคร หรือมีผู้ใดหนุนหลัง เขาก็ไม่ไว้หน้า”
“ผลเป็นอย่างไรเล่า? เขาล่วงเกินผู้คนมากเกินไป ขุนนางที่เคยถูกเขาตรวจสอบ เหล่าผู้มีอำนาจที่เคยถูกเขาหักหน้า ต่างร่วมมือกันกล่าวโทษเขา กล่าวหาว่าเขา ‘ดื้อรั้นเอาแต่ใจ’ ‘ไม่เห็นหัวผู้บังคับบัญชา’ และ ‘ประพฤติผิดแผก ทำให้เกียรติของขุนนางเสื่อมเสีย’ เขาแก้ต่างไม่ได้ จึงถูกโยกย้ายไปกรมจัดการที่นานหลวง”
